HAZE FREE THAILAND
เกี่ยวกับโครงการ

มหาวิทยาลัยวิจัยของประเทศมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นแกนนำหลักจะเป็นการร่วมกันทำงานในพื้นที่ และใช้ความรู้และประสบการณ์ที่แตกต่างกันมาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบโดยการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานของการเกิดหมอกควัน การฟื้นฟูป่าและอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำการป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน การตรวจวัดและติดตามคุณภาพอากาศเพื่อการเฝ้าระวังให้กับประชาชน และการเสริมสร้างศักยภาพให้กับประชาชน นักเรียน นักวิจัย เพื่อสร้างความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาหมอกควันอย่างเป็นระบบต่อไป

เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย

เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย กลุ่มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการบริหารจัดการภัยพิบัติ (RUN-CCDM) ก่อตั้งขึ้นโดยความร่วมมือของ 7 มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ประสานงานหลัก เพื่อสร้างความร่วมมือทางด้านงานวิจัยและวิชาการ ด้วยความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน รวบรวม วิเคราะห์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อการคาดการณ์ภัยพิบัติ ตั้งรับ และการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเกิดผลกระทบและความเสียหายต่อประชากรทรัพยากรธรรมชาติ และเศรษฐกิจภายในประเทศน้อยที่สุด

ความเป็นมา

โครงการประเทศไทยไร้หมอกควัน ซึ่งดำเนินงานโดยเครือข่ายมหาวิทยาลัย เพื่อการวิจัยแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้บริหารโครงการ เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ภายใต้งบประมาณท้าทายไทย ประจำปี งบประมาณ 2560 จากปรากฏการณ์หมอกควันที่ปกคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนบนในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ - เมษายน ของทุกๆปี ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่โดยเฉพาะ ผลกระทบต่อสุขภาพของประชากร และความเสียหายจากการท่องเที่ยว ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 60,000 บาท/ปี

ดังนั้น เครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยจึงได้ร่วมมือกันในการดำเนินงานวิจัยที่มุ่งเน้นที่จะค้นหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่โดยมีความเฉพาะเจาะจงกับสภาพปัญหาของพื้นที่ศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา ตากและสงขลา เพื่อให้ได้คำตอบหรือแนวทางไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ (New Paradigm)ของการทำเกษตรกรรมแบบไม่พึ่งพาไฟสำหรับพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา ตากและสงขลา ผ่านกลไกต่างๆ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เกษตรศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ในการพัฒนาพื้นที่ตัวอย่างเกษตรกรรมแบบไม่พึ่งพาไฟในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดน่าน เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และขยายลในพื้นที่อื่นๆต่อไป รวมทั้งการศึกษาผลกระทบจากหลักฐานเชิงประจักษ์ของหมอกควันต่อสุขภาพของประชาชน และสิ่งแวดล้อม

วัตถุประสงค์ของงานวิจัย

โครงการการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดิน และการออกแบบห่วงโซ่อุปทานทางการเกษตรเพื่อลดการเกิดหมอกควัน โครงการย่อยที่ 1 ใน 5 โครงการย่อยของโครงการภายใต้โครงการประเทศไทยไร้หมอกควัน (Haze Free Thailand) ที่มุ่งเน้น การวิเคราะห์ต้นตอและสาเหตุของปัญหาของการเกิดหมอกควัน และนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาจากต้นตอด้วย การปรับเปลี่ยนรูปแบบห่วงโซ่อุปทานในการเกิดควัน ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อรายได้ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยพื้นที่เป้าหมายในปีที่ 1 คือ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดน่าน แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วยส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่างของจังหวัดน่าน และอำเภอที่จะเป็นตัวแทนเขตพื้นที่ทั้ง 3 ส่วน ได้แก่ อำเภอบ่อเกลือ (ส่วนเหนือของจังหวัด) อำเภอภูเพียง (ส่วนกลางของจังหวัด) และ อำเภอนาน้อย (ส่วนใต้ของจังหวัด) งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุของการเผาในภาคเกษตรกรรม เพื่อลดปัญหาหมอกควันที่มีปัจจัยเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์ โดยเลือกกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัด เชีงใหม่ และ น่าน เป็นกลุ่มตัวอย่างนำร่องของการวิจัย โดยค้นหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ (Area Based Solutions)ที่มีความเหมาะสมกับบริบท ของแต่ละชุมชน ทั้งชุมชนเกษตรกรรมและชุมชนเมือง โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้แก่

1. ศึกษาและจัดทำแผนที่ห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตรเพื่อบ่งชี้สาเหตุ จุดกำเนิด และที่มาของการเผา โดยมหาวิทยาลัยในพื้นที่

2. การศึกษาแรงจูงใจ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การขับเคลื่อนตลาด และการวิเคราะห์ โลจิสติกส์เพื่อการปรับเปลี่ยนรูปแบบของห่วงโซ่อุปทานของการเกิดหมอกควัน

3. เพื่อศึกษาศักยภาพในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการลดการเผา และฟื้นฟูป่าที่ถูกบุกรุก

4. วิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ และผลประโยชน์ร่วมที่เกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนห่วง โซ่อุปทานของสินค้าเกษตรเพื่อลดสาเหตุการเกิดหมอกควัน

5. เพื่อพัฒนาแนวทางและวิธีการในการติดตามรูปแบบการใช้ที่ดินเพื่อลดสาเหตุการเกิด หมอกควัน

6. เพื่อติดตามและประเมินรูปแบบการใช้ที่ดินด้วยการถ่ายภาพด้วยเครื่องบินไร้คนขับ หรือ UAV

7. เพื่อพัฒนาพื้นที่นำร่องในการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตรเพื่อลดสาเหตุ การเกิดหมอกควัน จำนวน 20 หมู่บ้าน ในจังหวัดน่าน และจังหวัดเชียงใหม่

8. เพื่อเสนอแนะแนวทางการสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตร เพื่อลดสาเหตุการเกิดหมอกควัน