HAZE FREE THAILAND
การควบคุมการบุกรุกป่า

 มาตรการควบคุมและจัดการพื้นที่ป่า

วัตถุประสงค์

การควบคุมและจัดการพื้นที่ป่าเป็นหนึ่งในรูปแบบการทำงานของภาครัฐในการปกป้องและรักษาทรัพยากรป่าไม้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จากการประกาศใช้พระราชบัญญัติเกี่ยวกับป่าไม้ 4 ฉบับ ที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามจุดไฟเผาป่า และมีบทกำหนดโทษผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 แต่ด้วยงบประมาณและบุคคลากรที่จำกัดทำให้การตรวจสอบและจัดการที่จริงจังจำกัดอยู่ในบริเวณจำกัด

การดำเนินงานและปัจจัยความสำเร็จ

นอกเหนือจากหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบตามข้อกฎหมายแล้ว หน่วยงานในพื้นโดยเฉพาะภาคประชาชนที่ยังมีหน้าที่สำคัญในการดูแลรักษาป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตป่าชุมชนที่มีผู้นำที่เข้มแข็ง และประชาชนมีส่วนร่วม รวมถึงการดำเนินงานตามโครงการในพระราชดำริ โดยเฉพาะโครงการดอยตุง ที่มีการส่งเสรอมให้ชาวบ้านแบ่งส่วนที่ดินเพื่อการปลูกป่าสร้างรายได้ ปลูกพืชอาหาร และปลูกพืชสร้างรายได้

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในกระบวนการเปลี่ยนผ่านประกอบด้วย (1) การมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎกติกาการใช้ป่าและบทลงโทษร่วมกัน(2) การมีผู้นำ ชุมชนที่เข้มแข็ง และ (3) การที่ตนสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าที่ดูแลได้อย่างเป็นธรรมนอกจากนี้ มูลค่าทางจิตใจที่สำคัญที่สุดที่เกษตรกรกลุ่มนี้ได้มาจากการเปลี่ยนพฤติกรรมและคืนพื้นที่ป่ามีองค์ประกอบที่สำคัญ การสนับสนุนทางด้านองค์ความรู้ที่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้การบริหารจัดการและดูแลพื้นที่ป่าชุมชนประสบความสำเร็จอีกด้วย

กรณีตัวอย่าง

สมเกียรติ   มีธรรม (2558) อำเภอแม่แจ่ม เป็นพื้นที่ที่ถูกจับตามากกว่าพื้นที่อำเภออื่นใดในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะในฤดูแล้ง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกพืชเชิงเดียวมากถึง 118,791 ไร่ในปี พ.ศ. 2557และเป็นพื้นที่ที่ Hotspots ตรวจพบจุดความร้อนสะสม (1 ก.พ. - 26 มี.ค. 2558) สูงถึง 301 จุด มากเป็นอันดับสองรองจากอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ จนรัฐบาลกำหนดให้เป็นพื้นที่เป้าหมายฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ตามยุทธศาสตร์บูรณาการจัดการป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงชัน (เขาหัวโล้น) ระยะเร่งด่วน พ.ศ. 2558 – 2559 ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานออกเป็น ๗ แนวทาง ได้แก่ การสร้างความเข้าใจทุกภาคส่วน จัดระเบียบคนและพื้นที่ ป้องกันและรักษาป่าฟื้นฟูระบบนิเวศ พัฒนาและส่งเสริมอาชีพ สร้างองค์ความรู้การอนุรักษ์ฯ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน โดยกำหนดเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวในอำเภอแม่แจ่ม ให้ได้ 110,000 กว่าไร่ ในระยะ 1 ปี จำแนกพื้นที่ออกเป็นป่าอนุรักษ์ดินและน้ำ 60-80% ป่าชุมชน 10-20% ที่ทำกินและป่าเศรษฐกิจชุมชน 15-20% ที่อยู่อาศัยอีก 2-5% แต่ถ้าเป็นไปได้ตามเป้าหมาย สามารถจำแนกป่าไม้ที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรี 30 มิ.ย. 2541 ได้ชัดเจน ประเทศไทยจะได้ผืนป่ากลับคืนมาอย่างน้อย 40% ของพื้นที่ทั้งประเทศ

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะสอดคล้องกับการดำเนินงานของภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์กรท้องถิ่นท้องที่ และผู้นำชุมชนในอำเภอแม่แจ่ม ที่ได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลจำแนกแนวเขตป่าไม้ที่ดินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 และที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ แต่ก็ยังมีประเด็นการตรวจสอบแนวเขตป่าไม้ที่ดินตามยุทธศาสตร์จัดระเบียบคนและพื้นที่ ยุทธศาสตร์พัฒนาและส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ที่ยังไม่ตอบโจทย์ชาวบ้าน ยิ่งประเด็นปัญหาหมอกควันซ้ำซากด้วยแล้ว ยุทธศาสตร์บูรณาการจัดการป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพฯ ไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาหมอกควันแต่อย่างใด  ดังนั้นทางออกที่พอตอบโจทย์ปัญหาการใช้ประโยชน์ป่าไม้ที่ดิน นอกจากการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นแล้ว ต้องสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในระดับอำเภอและตำบล เข้ามาหนุนเสริมแผนบูรณาการแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดินภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยเอาแนวทางที่ทุกภาคส่วนในอำเภอแม่แจ่มจัดทำร่วมกันเป็นตัวตั้ง ด้วยการจำแนกการใช้ประโยชน์ป่าไม้ที่ดิน สภาพพื้นที่และสภาพปัญหาให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสม ใช้เป็นข้อมูลจัดทำแผนบริหารจัดการไฟป่าหมอกควันและจัดการวัสดุการเกษตร ใช้เป็นข้อมูลจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการชุมชน ไปจนถึงการรับรองสิทธิทำกินให้กับชาวบ้าน เสริมสร้างและพัฒนาอาชีพบนวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นหลัก จึงจะตอบโจทย์แท้จริงของชาวบ้านได้ และยุทธศาสตร์บูรณาการจัดการป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงชัน (เขาหัวโล้น) ก็จะบรรลุผลและยั่งยืน

 

เขมรัฐ เถลิงศรี และสิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน (2558) ท่ามกลางสถานการณ์การรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ดำเนินถึงขั้นวิกฤตในพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดน่าน และสภาพปัญหาที่ยิ่งดูเหมือนจะแย่ลงเรื่อยๆ โดยที่ยังมองไม่เห็นทางออกที่เป็นรูปธรรม แต่ก็ยังมีพื้นที่เล็กๆ ส่วนหนึ่งในจังหวัดน่านที่มีการเปลี่ยนแปลงในทางบวกอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถจุดประกายให้ความหวังว่ายังคงมีทางออกที่เป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ ดังเช่น พื้นที่ลุ่มน้ำมีดในต. พระพุทธบาท และ ต. เปือ อ .เชียงกลาง ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่สูงเหล่านี้ไม่เพียงจะสามารถต้านกระแสการขยายพื้นที่การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนที่ชันได้ กลับยังสามารถลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนที่ชันและคืนพื้นที่ที่เคยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในที่ชันให้กลับเป็นพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ได้ โดยคนในชุมชนร่วมกันสร้างข้อตกลงและกฎระเบียบเพื่อการรักษาความสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีความรักและหวงแหนในผืนป่า ที่สำคัญคือ บทบาทของเจ้าหน้าที่ภาครัฐในพื้นที่ดำเนินไปอย่างเหมาะสม ถูกจังหวะและมีความโดดเด่นในแง่ของการยอมรับสิทธิ์ของชุมชนในการร่วมบริหารจัดการป่าและใช้ประโยชน์จากป่าอย่างสมดุล

นอกจากนี้ยังมีบางพื้นที่ของจังหวัด ซึ่งชาวบ้านได้เข้าร่วมกับโครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวทางพระราชดำริ ในการแก้ไขปัญหาความยากจนและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เช่น พื้นที่บางส่วนใน อ.ท่าวังผา ซึ่งหนึ่งในวัตถุประสงค์ของโครงการคือ การลดการแผ้วถางทำลายพื้นที่ต้นน้ำ ในการกระตุ้นความสนใจและการมีส่วนร่วม โครงการปิดทองหลังพระฯ ดำเนินการโดยใช้มาตรการอุดหนุนหลายรูปแบบด้วยกัน ทั้งในรูปแบบเงินอุดหนุนตรง กองทุนช่วยลดค่าใช้จ่าย และการให้ความรู้และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านอื่นๆ ซึ่งในช่วงระยะเวลา 5 ปีภายใต้โครงการ ก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเกิดขึ้นแล้วความสำเร็จที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.เชียงกลาง และ อ.ท่าวังผา จึงจุดประเด็นว่า จะทำอย่างไรจึงจะสามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากพื้นที่เหล่านี้ไปสู่พื้นที่อื่นที่กำลังประสบปัญหาพื้นที่ป่าต้นน้ำถูกทำลายอย่างหนัก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปสู่การฟื้นฟูพื้นที่ป่าให้กลับคืนมาได้อย่างประสบผลสำเร็จและยั่งยืน

จากข้อมูลเบื้องต้นของพื้นที่ศึกษาทั้งลุ่มน้ำมีดและลุ่มน้ำสบสายทั้ง 2 พื้นที่มีกลไกการเปลี่ยนแปลงรวมทั้งรายละเอียดหลายอย่างที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มีจุดร่วมที่สำคัญคือ การเน้นให้ชาวบ้านมีรายได้จากทางเลือกอื่นที่เพียงพอ รวมทั้งการเปรียบเทียบผลตอบแทนของทางเลือกอื่นๆ เพื่อแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ในเบื้องต้นของการเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดหรือเลิกการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ลาดชัน

การศึกษาได้พบว่ามีบางพื้นที่ในจังหวัดน่านที่สามารถต้านทานและไม่หลงไปกับกระแสข้าวโพดนั้นได้ รวมถึงยังสามารถย้อนทวนกระแสที่เกิดขึ้นและดำเนินการต่างๆ เพื่อนำไปสู่การลดพื้นที่การปลูกข้าวโพดในที่ชันและเพิ่มพื้นที่ป่าได้สำเร็จ โดยพบว่าคนในพื้นที่นั้นยังมุ่งหวังและพยายามอยู่ตลอดเวลาในการปกป้องและรักษาผืนป่าต้นน้ำที่ตนได้พึ่งพิงในการดำเนินชีวิตจนกลายเป็นกรณีของความสำเร็จที่เป็นต้นแบบของการพัฒนา นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ที่ได้รับความร่วมมือจากองค์กรภายนอกอย่างจริงจังในการลดการปลูกข้าวโพดในที่ชันและคืนพื้นที่ป่าและเริ่มประสบความสำเร็จไปบางส่วนแล้ว

งานวิจัยชิ้นนี้อาศัยข้อมูลเชิงลึกจากการสำรวจรายครัวเรือนเกษตรกรในพื้นที่เพื่อสะท้อนถึงข้อความจริง พร้อมๆ กับการวิเคราะห์และนำเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์กับทั้งเกษตรกรเองในแง่ผลตอบแทนที่สูงขึ้นและกับสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นผ่านการคืนพื้นที่ป่า (Win-Win reform) การศึกษานี้ได้นำเสนอทางเลือกรูปแบบต่างๆที่อาจนำมาประยุกต์ใช้เพื่อลดพื้นที่การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ลาดชัน โดยได้แสดงให้เห็นว่าในแต่ละทางเลือกสามารถให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้อย่างไร เช่น ในหมู่บ้านที่สามารถจัดสรรพื้นที่ราบได้พอสมควรและมีระบบชลประทานในพื้นที่ เกษตรกรสามารถใช้พื้นที่ราบทำ นาข้าวเหนียวและปลูกพืชหลังนาติดต่อกันได้อีก 2 ชนิด เช่น ข้าว-ยาสูบ-ข้าวโพด หรือ ข้าว-ผักกาดเขียวปลี-ถั่ว โดยที่พืชทางเลือกสำหรับในแต่ละพื้นที่อาจจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่และการตลาด นอกจากพืชทางเลือกในที่ราบต่างๆ จะสร้างรายได้ต่อไร่ได้มากกว่าการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ลาดชันถึงประมาณ 10 เท่าแล้ว เกษตรกรยังสามารถได้รับค่าตอบแทนแรงงานมากกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ด้วย เนื่องจากพืชพื้นที่ราบส่วนใหญ่ต้องใช้การดูแลและการที่เกษตรกรยังคงพึ่งพากันในลักษณะการลงแรงช่วยกันทำ ให้ค่าตอบแทนแรงงานกลับมาเป็นรายได้ของเกษตรกรแต่ละรายแทน (หรือมองในอีกมุมหนึ่งคือเกษตรกรมีงานทำ มากขึ้นและมีการว่างงานแอบแฝงน้อยลง) ลักษณะการเกษตรแบบนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้การเพาะปลูกในพื้นที่ราบเพียงไม่กี่ไร่สามารถสร้างรายได้มากพอที่จะชดเชยรายได้จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่ลาดชันในพื้นที่ที่กว้างกว่าหลายเท่าได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม การพัฒนาคุณภาพดิน การพัฒนาทักษะของเกษตรกร การให้การสนับสนุนด้านการตลาด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดการน้ำหรือการชลประทาน เป็นปัจจัยอุดหนุนที่สำคัญมากสำหรับทางเลือกนี้

สำหรับพื้นที่จัดสรรที่ราบได้น้อย เกษตรกรอาจเลือกการปลูกป่าเศรษฐกิจหรือปลูกพืชยืนต้น (เช่น มะม่วงหิมพานต์ ต๋าว) บนพื้นที่ชันแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อย่างไรก็ตาม แม้การปลูกพืชยืนต้นทดแทนบนพื้นที่ลาดชันสามารถสร้างรายได้ต่อไร่ให้กับเกษตรกรได้สูงกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่เกษตรกรจะมีปัญหาการสูญเสียรายได้ในช่วงที่รอการเก็บเกี่ยวผลผลิตและมีความไม่มั่นใจในเรื่องสิทธิ์ในที่ดินทำกิน มาตรการอุดหนุนในช่วงเปลี่ยนผ่านในช่วงแรกเพื่อแก้ปัญหานี้จึงเป็นสิ่งสำคัญทางเลือกอีกทางหนึ่งในกรณีที่จัดสรรพื้นที่ราบได้น้อย คือ การปลูกป่าหรือการคืนพื้นที่ป่าทั้งหมดด้วยการหยุดปลูกข้าวโพดและปล่อยให้ป่าฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ (โดยเฉพาะในพื้นที่ต้นน้ำที่สำคัญ)

ในกรณีนี้ หากมีการกำหนดกฎกติกาการใช้ประโยชน์จากป่าที่เป็นธรรมและยั่งยืน เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพที่พึ่งพิงกับความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่า (เช่น การหาของป่า การเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น)โดยมีรายได้ไม่น้อยไปกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในขณะที่มีความมั่นคงทางอาหารและรายได้มากและมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจสูง (มีความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติต่ำ) แต่การแนวทางนี้จะมีข้อจำกัดค่อนข้างมากกว่าแนวทางอื่นเนื่องจากต้องดำเนินการในลักษณะร่วมกันอย่างเหนียวแน่นระหว่างชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน และจะต้องสูญเสียรายได้ในช่วงที่รอให้พื้นที่ป่าฟื้นความอุดมสมบูรณ์ที่ค่อนข้างนานกว่าแนวทางเลือกอื่น

อย่างไรก็ตาม หากสามารถจัดการให้ชาวบ้านตกลงร่วมกันในการคืนพื้นที่เพื่อให้พื้นที่ป่ากลับมามีความสมบูรณ์อีกครั้งและสามารถชดเชยรายได้ให้กับชาวบ้านในช่วงที่รอป่าอุดมสมบูรณ์ ทางเลือกนี้นับว่าเป็นทางเลือกที่มีประโยชน์อย่างมากเช่นกัน ทั้งนี้ ในการนำ แนวทางทั้ง 3 นี้ไปประยุกต์อาจจะต้องมีการผสมผสานทั้ง 3 แนวทางเข้าด้วยกันให้เหมาะสมกับลักษณะทางกายภาพและสังคมของพื้นที่

นอกจากผลตอบแทนของทางเลือกต่างๆ จะมีความสำคัญแล้ว มาตรการอุดหนุนจากองค์กรภายนอกหรือภาครัฐมีความสำคัญเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงการเปลี่ยนผ่าน (Transition period) และในพื้นที่ที่ไม่สามารถพัฒนาทางเลือกได้อย่างเต็มที่ (เช่น มีข้อจำกัดด้านที่ราบหรือการชลประทาน) โดยรูปแบบของมาตรการที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับทางเลือก ลักษณะประชากร และที่สำคัญคือตรงกับความต้องการของชาวบ้านในพื้นที่

การวิเคราะห์ข้อมูลมาตรการอุดหนุนในพื้นที่ลุ่มน้ำสบสาย ภายใต้โครงการปิดทองหลังพระฯพบว่า มีการใช้มาตรการอุดหนุนในพื้นที่หลายรูปแบบ ข้อมูลจากการสำรวจบ่งชี้ว่า (1) การพัฒนาระบบน้ำเพื่อการเกษตร (2) การแจกกล้าพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ และ (3) การให้เงินอุดหนุนในรูปแบบค่าจ้าง เป็นมาตรการอุดหนุนที่เกษตรกรในพื้นที่โดยรวมเห็นความสำคัญและคิดว่าเป็นประโยชน์มากที่สุด

อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์โดยการแบ่งแยกกลุ่มเกษตรกรแสดงให้เห็นว่า เกษตรกรกลุ่มรายได้ต่ำ กลุ่มที่มีหนี้สินมาก หรือกลุ่มที่มีที่ดินทำกินน้อยซึ่งมีโอกาสในการสร้างรายได้น้อยจะให้ความสำคัญกับการได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงมากกว่ามาตรการอื่นๆ นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินน้อยก็ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพที่ดินเนื่องจากรายได้ของตนเองนั้นพึ่งพิงอยู่กับลักษณะและคุณภาพของที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัด ในขณะที่กลุ่มเกษตรกรที่มีรายได้สูงหรือกลุ่มมีที่ดินมากจะให้ความสำคัญกับมาตรการสนับสนุนกล้าพันธุ์ ด้านปศุสัตว์ หัตถกรรมและอาชีพเสริมอื่นๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการสร้างรายได้ ส่วนเกษตรกรที่มีรายได้ปานกลางหรือมีที่ดินปานกลางจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบน้ำเพื่อการเกษตรมากกว่ากลุ่มอื่นเนื่องจากการที่มีน้ำเพียงพอในการทำการเกษตรจะทำให้รายได้เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่เกษตรกรกลุ่มที่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำ กินจะให้ความสำคัญกับการได้รับเงินอุดหนุนในรูปของค่าจ้างน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ อย่างชัดเจน แต่จะให้ความสำคัญกับการอุดหนุนในลักษณะการอบรมให้ความรู้ในการทำ การเกษตรเป็นอย่างมากความเข้าใจถึงความต้องการของชาวบ้านในแต่ละกลุ่มจะทำ ให้การเลือกใช้มาตรการอุดหนุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เสริมให้องค์ประกอบที่ 1 ของกระบวนการเปลี่ยนผ่านซึ่งก็คือผลตอบแทนจากทางเลือกใหม่สูงกว่าการปลูกข้าวโพดบนที่ชันมีความชัดเจนและแน่นอนมากขึ้นจากมุมมองของเกษตรกร

สำหรับผลการวิเคราะห์ข้อมูลสำรวจรายครัวเรือนจากทั้ง 6 หมู่บ้าน ผ่านแบบจำลอง OLS พบว่า เกษตรกรที่อยู่ภายใต้โครงการปิดทองหลังพระฯ (พื้นที่ลุ่มน้ำสบสาย ได้แก่ บ้านน้ำป้าก บ้านห้วยธนูและบ้านห้วยม่วง) และไม่ได้อยู่ภายใต้โครงการปิดทองหลังพระฯ (พื้นที่ลุ่มน้ำมีด ได้แก่ บ้านแคว้ง บ้านเด่นพัฒนาและบ้านน้ำมีด) มีลักษณะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่แตกต่างกัน สำหรับเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำมีด ปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในที่ชันอย่างมีนัยสำคัญได้แก่ อายุ การมีหรือไม่มีที่ราบ และขนาดพื้นที่ทำ กินในอดีตโดยพบว่าเกษตรกรที่มีอายุมากขึ้นมีแนวโน้มลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ลาดชันเนื่องจากการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ลาดชันต้องการความแข็งแรงของร่างกายและใช้แรงงานมาก เกษตรกรที่ไม่มีที่ราบมีแนวโน้มที่จะลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ลาดชันได้น้อยกว่าเกษตรกรที่มีพื้นที่ทำ กินบนที่ราบเนื่องจากขาดที่ทำ การเกษตรเพื่อชดเชยรายได้ที่เสียไปถ้าลดการปลูกข้าวโพดบนพื้นที่ลาดชัน และเกษตรกรที่มีที่ดินทำ กินมากมีแนวโน้มที่จะลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ลาดชันได้มากกว่าเกษตรกรที่มีที่ดินทำ กินน้อยเพราะมีทางเลือกทางอาชีพมากกว่า

สำหรับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำสบสาย ทั้ง 3 หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในโครงการปิดทองหลังพระฯนั้น ผลจากแบบจำลอง OLS ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ลาดชัน คือ การศึกษา และขนาดพื้นที่ทำกินในอดีตโดยพบว่า เกษตรกรที่มีการศึกษาสูงขึ้นมีแนวโน้มที่จะลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ลาดชันได้มากขึ้น และเกษตรกรที่มีที่ดินทำ กินมากมีแนวโน้มที่จะลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ลาดชันได้มากกว่าเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินน้อย เกษตรกรที่มีที่ดินทำกินขนาดใหญ่ทั้งหมดสามารถลดหรือเลิกการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ ในขณะที่เกษตรกรที่มีที่ดินขนาดกลางและขนาดเล็กอีกร้อยละ 40 ที่ไม่สามารถลดการปลูกได้

ความแตกต่างของปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมระหว่างชุมชนในสองพื้นที่นี้มีน่าสนใจอย่างหนึ่งคือการมีหรือไม่มีที่ราบซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนลดหรือเลิกการปลูกข้าวโพดได้ในพื้นที่ลุ่มน้ำมีดกลับกลายเป็นไม่มีความสำคัญต่อเกษตรกรที่อยู่ในโครงการปิดทองหลังพระฯ ผลการศึกษานี้อาจสะท้อนให้เห็นว่า มาตรการอุดหนุนของของโครงการปิดทองหลังพระฯ เช่น การให้ค่าตอบแทนในการปลูกและดูแลไม้ยืนต้น การแจกกล้าไม้ สามารถชดเชยและทดแทนข้อจำกัดด้านการไม่มีพื้นที่ราบได้เป็นอย่างดี อายุเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการลดการปลูกในพื้นที่ลุ่มน้ำมีดแต่ไม่สำคัญในกรณีลุ่มน้ำสบสาย แต่ปัจจัยการศึกษาของเกษตรกรกลับช่วยอธิบายการเปลี่ยนแปลงการลดการปลูกข้าวโพดได้ดีกว่าแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษามีผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกรในการพิจารณาประโยชน์จากการเลือกรับการอุดหนุนและการปรับตัวในด้านต่างๆ เมื่อมีการช่วยเหลือจากองค์กรภายนอก

ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นอีกว่า ในกรณีของกลุ่มเกษตรกรลุ่มน้ำมีดซึ่งเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยตนเองเนื่องจากการตระหนักถึงผลเสียของการปลูกข้าวโพดในที่ชันทั้งในแง่ผลตอบแทนและผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของตนเองและสิ่งแวดล้อม อุปสรรคที่สำคัญในการพยายามลดการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ลาดชันคือข้อกังวลว่ารายได้จะลดลงและการขาดความรู้ในการประกอบอาชีพอื่น เกษตรกรกลุ่มนี้เห็นว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดในกระบวนการเปลี่ยนผ่านประกอบด้วย (1) การมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎกติกาการใช้ป่าและบทลงโทษร่วมกัน(2) การมีผู้นำ ชุมชนที่เข้มแข็ง และ (3) การที่ตนสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าที่ดูแลได้อย่างเป็นธรรมนอกจากนี้ มูลค่าทางจิตใจที่สำคัญที่สุดที่เกษตรกรกลุ่มนี้ได้มาจากการเปลี่ยนพฤติกรรมและคืนพื้นที่ป่ามีองค์ประกอบที่สำคัญได้แก่(1) ความภูมิใจที่ได้อนุรักษ์พื้นที่ป่าเพื่อส่วนรวม (2) ความมั่นคงทางด้านอาหาร และ(3) ความมั่นคงทางรายได้ทั้งนี้ ชาวบ้านเกิดความภูมิใจที่ได้อนุรักษ์พื้นที่ป่าเพื่อเป็นของส่วนรวม ซึ่งความรู้สึกนี้มีนัยยะต่อความยั่งยืนในการอนุรักษ์พื้นที่ป่า เพราะจิตสำนึก ความรัก และความหวงแหนได้เกิดขึ้นในใจคนในกรณีของเกษตรกรในลุ่มน้ำสบสายนั้น มีจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้ามาทำโครงการขององค์กรภายนอก แม้ชาวบ้านจะมีความกังวลถึงรายได้ที่อาจลดลงหากเปลี่ยนพฤติกรรมเช่นเดียวกับกลุ่มน้ำมีดแต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าประเด็นด้านความรู้ในการประกอบอาชีพอื่นจะเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด ซึ่งน่าจะเป็นเพราะเกษตรกรกลุ่มนี้ได้รับการอุดหนุนด้านองค์ความรู้เป็นอย่างดีจากโครงการปิดทองหลังพระฯ โดยสิ่งที่เกษตรกรเห็นว่าปัจจัยสำคัญที่สุดของกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในชุมชนได้แก่ (1) ความช่วยเหลือจากภายนอก และ(2) การลดต้นทุนของการหันหาทางเลือกอื่นนอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่นี้ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับมิติด้าน(1) ความมั่นคงทางอาหาร และ(2) ความมั่นคงทางรายได้มุมมองเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเป็นไปได้ในการใช้มาตรการอุดหนุนต่างๆ เพื่อตอบความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกรและส่งผลให้เกษตรกรสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้สำเร็จ

ประเด็นที่น่าสนใจคือคนส่วนใหญ่ในพื้นที่นี้ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับความภูมิใจในการเปลี่ยนพฤติกรรมและการอนุรักษ์ป่าของตนเอง (องค์ประกอบ 2) การมีส่วนร่วมในการสร้างกฎกติกาดูแลพื้นที่ป่า การมีบทลงโทษที่มีประสิทธิผลจริง (องค์ประกอบ 3) มากนัก ซึ่งการขาดองค์ประกอบทั้ง 2 นี้อาจจะส่งผลต่อความยั่งยืนของการดำเนินงานในระยะยาว ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะการคืนพื้นที่ป่าของเกษตรกรในพื้นที่นี้ยังอยู่ในช่วงแรก แต่การที่คนเหล่านี้ต้องการความมั่นคงทางอาหารและทางรายได้เป็นพื้นฐานเช่นเดียวกับกลุ่มบ้านน้ำมีดก็เป็นไปได้ว่าในระยะต่อไปเมื่อป่าคืนสภาพความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เกษตรกรตระหนักถึงประโยชน์จากป่ามากขึ้นในหลายๆ ด้าน และให้ความสำคัญหรือเพิ่มน้ำหนักกับองค์ประกอบที่ 2) คือความรักความหวงแหน และองค์ประกอบที่ 3) การมีกฎกติกาและบทลงโทษที่มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น เมื่อนั้นประเด็นเรื่องความยั่งยืนก็คงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

ข้อเสนอแนะเฉพาะสำหรับการสร้างความเข้มแข็งในแต่ละองค์ประกอบ องค์ประกอบที่ 1 การมีผลตอบแทนที่สูงเพียงพอ ประกอบด้วย (1) การเพิ่มศักยภาพของพื้นที่โดยการพัฒนาทางกายภาพสามารถเพิ่มผลตอบแทนจากทางเลือกใหม่และเพิ่มความเป็นไปได้ในการลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในที่ชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาในงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เกษตรกรให้ความสำคัญมากที่สุดในการตัดสินใจได้แก่การที่รายได้จากทางเลือกในการประกอบอาชีพใหม่ต้องสูงเพียงพอ โดยในหลายพื้นที่ที่มีศักยภาพ การพัฒนาทางกายภาพ เช่น การพัฒนาที่ราบหรือปรับพื้นที่ให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก การพัฒนาระบบชลประทานหรือจัดหาแหล่งน้ำ สามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างชัดเจนรวมทั้งจะช่วยลดความเสี่ยงของเกษตรกรเนื่องจากมีรายได้จากหลากหลายทางตลอดทั้งปี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการช่วยให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจลดการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ลาดชันได้สำเร็จ ตัวอย่างผลการศึกษาในงานวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาที่ราบที่สามารถปลูกพืชหมุนเวียนได้ทั้งปีสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรสูงกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ลาดชันถึงประมาณ 10 เท่านั่นหมายความว่าหากเกษตรกรมีทางเลือกในการปลูกพืชหมุนเวียนในที่ราบเพิ่มขึ้น 1 ไร่ จะสามารถลดการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ลาดชันได้ถึง 10 ไร่โดยมีรายได้ไม่น้อยลง อย่างไรก็ตามการดำเนินงานในบางพื้นที่ยังอาจจะติดขัดที่กฎระเบียบบางประการ (เช่น กฎหมายป่าไม้)ดังนั้นภาครัฐควรต้องมีการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานในพื้นที่รวมถึงการสนับสนุนในด้านองค์ความรู้และงบประมาณในการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้จะต้องไม่ลืมว่าการพัฒนาศักยภาพของพื้นที่จะต้องควบคู่ไปกับความสามารถในการตรวจสอบและดูแลไม่ให้เกิดการขยายพื้นที่เพาะปลูกในที่ชันเพิ่มขึ้นไปอีก  (2) มาตรการอุดหนุนในรูปแบบต่างๆ สามารถลดข้อจำกัดทางด้านกายภาพในบางพื้นที่และช่วยกระตุ้นให้ชาวบ้านตัดสินใจลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในที่ชันได้เร็วมากขึ้นในพื้นที่ที่มีอุปสรรคในการพัฒนาด้านกายภาพหรือชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงมากนักมาตรการอุดหนุนต่างๆ (เช่น การแจกกล้าพันธุ์และเมล็ดพันธุ์การให้ค่าตอบแทนในการดูแลลาดตระเวนป่า ค่าตอบแทนการปลูกและดูแลกล้าไม้ยืนต้น)มีความจำ เป็นและสามารถเข้ามาอุดช่องว่างและสนับสนุนให้เกษตรกรปรับพฤติกรรมโดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่าน (transitional period) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาตรการอุดหนุนสามารถนำ มาใช้เพื่อลดข้อจำ กัดทางกายภาพ เช่น การไม่มีพื้นที่ราบ อย่างไรก็ดีด้วยความหลากหลายของลักษณะเกษตรกร เกษตรกรมองเห็นประโยชน์และตอบสนองต่อมาตรการอุดหนุนในลักษณะที่ต่างกันออกไป การใช้มาตรการอุดหนุนให้เกิดประสิทธิผลจึงต้องมีการศึกษาและออกแบบให้เหมาะสมกับกลุ่มคนในพื้นที่เป้าหมาย ไม่ใช่เป็นการใช้มาตรการแบบเดียวกันในทุกพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ที่ไม่สามารถจัดสรรที่ราบให้เกษตรกรส่วนใหญ่ได้ การสนับสนุนด้านกล้าพันธุ์ไม้เศรษฐกิจในที่ชันจะมีความสำคัญมาก ซึ่งต่างจากกรณีที่เกษตรกรส่วนใหญ่พอจะทำเกษตรเข้มข้นในที่ราบได้ซึ่งจะมองการอุดหนุนเรื่องการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรมีความสำคัญที่สุด

องค์ประกอบที่ 2 ความรักและหวงแหนในทรัพยากร ประกอบด้วย (1) สนับสนุนการประกอบอาชีพที่พึ่งพิงกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ปัญหาของการพัฒนาที่ผ่านมาส่วนหนึ่งคือการพัฒนาที่แยกคนออกจากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การสนับสนุนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้พื้นที่มากและใช้ปัจจัยการผลิตที่ต้องลงทุนสูง การพัฒนาดังกล่าวส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ไม่รู้สึกถึงคุณค่าของทรัพยากรที่มีต่อตนเอง ในบางกรณีถึงกับมองเป็นความขัดแย้งระหว่างความเจริญกับการอนุรักษ์ไปอีกด้วย ในขณะที่การดำเนินงานด้านอนุรักษ์ก็แบ่งแยกทรัพยากรออกจากคนเช่นกันโดยมองว่าชาวบ้านเป็นสาเหตุที่ทำให้ทรัพยากรเสื่อมโทรม ซึ่งแนวทางการดำเนินงานที่ผ่านมานี้มีส่วนทำให้คนในหลายพื้นที่ขาดความรักและความหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติในการส่งเสริมความรักและความหวงแหนทรัพยากร ภาครัฐควรส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบอาชีพที่พึ่งพิงกับความอุดมสมบูรณ์ของป่าและผลสำเร็จของการอนุรักษ์ พื้นที่ป่าให้ “คนอยู่กับป่า”ได้ โดยในหลายพื้นที่ศึกษาพบว่าชาวบ้านช่วยดูแลรักษาพื้นที่ป่าในพื้นที่ของตนเองเนื่องจากเห็นประโยชน์จากการอนุรักษ์ที่มีต่อรายได้ของตนโดยตรง เช่น การมีน้ำเพื่อทำการเกษตรได้ตลอดปี การเก็บของป่าและการมีต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ที่ต่ำลง (บ้านน้ำมีด) การมีต้นทุนการดูแลชาที่ต่ำลง(บ้านศรีนาป่าน-ตาแวน) เป็นต้น การที่ชาวบ้านมีรายได้ของตนเองที่ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านรักและหวงแหนพื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ตนเองและจะนำไปสู่ความภูมิใจในการอนุรักษ์ป่าไม้เพื่อสังคมในอนาคต ทั้งนี้ ภาครัฐควรต้องลดหรือเลิกการส่งเสริมการประกอบอาชีพที่แปลกแยกคนออกจากทรัพยากร รวมถึงการดำเนินการอนุรักษ์ที่กีดกันคนออกจากทรัพยากรเช่นกัน โดยอาจจะต้องมีการแก้ไขกฎระเบียบที่อาจจะเป็นอุปสรรคกับการดำเนินงานดังกล่าวเช่น กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบอาชีพในพื้นที่ เป็นต้น(2) ภาครัฐและเอกชนต้องเห็นค่าและสนับสนุนพื้นที่ที่ดำเนินงานอนุรักษ์ได้ดี ที่ผ่านมารัฐมักจะใช้การควบคุมดูแลและลงโทษผู้ทำผิด เช่น ใช้งบประมาณจำนวนมากในพื้นที่ที่มีปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าแต่ไม่ได้สนับสนุนผู้ที่ทำการอนุรักษ์ได้ดีอย่างเพียงพอ ทั้งๆ ที่เป็นพื้นที่ที่ควรได้รับการเชิดชู สนับสนุน และต่อยอดการดำเนินงาน และช่วยให้พื้นที่ที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้วสามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด การให้ความสำคัญและเห็นค่าของความพยายามของชาวบ้านเองจะทำให้ชาวบ้านเกิดความภาคภูมิใจในการดำ เนินงานของตนเองและช่วยเสริมเรื่องความรักและความหวงแหนในทรัพยากรในพื้นที่ได้โดยตรง การสนับสนุนนี้อาจจะทำได้หลายทางไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนโดยตรงผ่านโครงการต่างๆ ของภาครัฐและองค์กรภายนอกหรือจะเป็นการสร้างระบบที่ให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการอนุรักษ์สามารถตอบแทนให้กับผู้ที่ช่วยอนุรักษ์ได้ (การจับคู่ผู้ได้รับประโยชน์และผู้ดำเนินการ) เช่นการสนับสนุนการทำกิจกรรมเพื่อสังคมของภาคเอกชน (Corporate Social Responsibility: CSR) เพื่อให้ผู้อนุรักษ์ได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรมจากการดำเนินงานของตนเองหรือ จะเป็นการสนับสนุนที่ไม่เป็นตัวเงินในทางอื่นๆ เช่น พัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้ในพื้นที่ดำเนินการอนุรักษ์ การสนับสนุนด้านการศึกษา (ทุนการศึกษา) ให้กับชาวบ้านในพื้นที่

องค์ประกอบที่ 3 การดูแลและบังคับใช้กฎอย่างมีประสิทธิภาพประกอบด้วย (1) ในพื้นที่ที่คนมีความพร้อม การให้สิทธิ์ชุมชนและชาวบ้านในการดูแลจัดการป่าและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ป่าที่ดูแลได้อย่างสมดุลเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้การอนุรักษ์มีความยั่งยืน ในพื้นที่ที่ชาวบ้านประสบความสำเร็จในการริเริ่มเปลี่ยนแปลงเองมาระดับหนึ่ง รัฐควรผลักดันให้มีการดำเนินการด้านป่าชุมชนให้มากขึ้นและดำเนินการกำหนดขอบเขตการใช้พื้นที่อย่างชัดเจนและเป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน การแบ่งพื้นที่โดยแยกส่วนที่เป็นป่าที่ต้องการอนุรักษ์ออกจากบริเวณพื้นที่ทำกินอย่างชัดเจนและกำหนดพื้นที่ป่าที่ชาวบ้านสามารถใช้สอยได้เป็นพื้นที่กันชนระหว่างพื้นที่ทำกินและพื้นที่ป่าสำหรับอนุรักษ์เท่านั้นการกำหนดการใช้ประโยชน์ของพื้นที่อย่างชัดเจนนี้จะมีส่วนสำคัญในการป้องกันการรุกล้ำพื้นที่จากปัญหาความคลุมเครือของพื้นที่โดยให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการแบ่งพื้นที่อย่างชัดเจน เช่น การอนุรักษ์พื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ (ห้ามใช้สอย) เพื่อความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและการผลิตสินค้าและบริการทางธรรมชาติเพื่อสังคม เช่น การเป็นแหล่งต้นน้ำ เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอน และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ เป็นต้น ในขณะที่ป่าใช้สอยมีประโยชน์ในแง่ของการเป็นแหล่งรายได้ให้กับชาวบ้านที่ทำ การอนุรักษ์ในพื้นที่โดยอาศัยการที่ชาวบ้านต้องดูแลแหล่งรายได้ของตนเองนี้ (เช่น การลาดตะเวน การป้องกันไฟป่า) เป็นกลไกที่ช่วยในการดูแลพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไปด้วยในตัว(2) สนับสนุนให้มีการกำหนดกฎกติกาและการดำเนินงานในระดับหมู่บ้านในแต่ละลุ่มน้ำให้สอดคล้องกัน ปัญหาสำคัญที่สุดของการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยคือการขาดการดูแล ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างทั่วถึง การที่ภาครัฐใช้กฎหมายที่เคร่งครัดแต่ขาดอำนาจในการบังคับใช้ทำให้การอนุรักษ์ไม่ประสบความสำเร็จ จากบทเรียนในพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์โดยส่วนใหญ่เป็นการดำเนินงานที่ชาวบ้านในพื้นที่จะต้องมีส่วนร่วมในการดูแลเป็นอย่างมาก โดยภาครัฐควรสนับสนุนด้านทรัพยากร (คนและงบประมาณ) โดยการเข้าไปสนับสนุนและร่วมตกลงกฎกติกาที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับได้ในแต่ละพื้นที่และให้อำนาจชุมชนท้องถิ่นในการบังคับใช้กฎระเบียบเหล่านั้น โดยภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน อำนวยความสะดวก และบังคับใช้กฎหมายในขั้นตอนสุดท้าย ทั้งนี้ในขั้นตอนที่จะกำหนดกฎกติกากับชาวบ้าน รัฐจะต้องมีการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในรูปแบบต่างๆ เช่น การให้ความรู้ การสร้างความเข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของชุมชน การสร้างธรรมาภิบาลในชุมชน เป็นต้น

 

สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 (2557) ได้จัดทำโครงการ“ชุมชนต้นแบบปลอดการเผา” พื้นที่บ้านห้วยส้มสุก หมู่ที่ 7 ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่  โดยการรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานของชุมชนที่มีการบริหารจัดการที่ดีเกี่ยวกับปัญหามลพิษหมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการสำคัญคือ 1) เพื่อศึกษาบริบทของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง 2) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาหมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่งในพื้นที่ชุมชน 3) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานของชุมชนในการลดปัญหาหมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง และ4) เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยให้แก่ชุมชนอื่นๆและประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อยกให้เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการปัญหาหมอกควันไฟป่าและการเผาในที่โล่ง โดยเป้าหมายสำคัญที่สุดคือ มีชุมชนต้นแบบจากการศึกษาวิจัยปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการดำเนินการจัดการปัญหามลพิษหมอกควันเพื่อลดปัญหามลพิษหมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า จุดแข็งของหมู่บ้านที่เป็นชุมชนที่มีผู้นำ คณะกรรมการหมู่บ้านและกลุ่มอาสาสมัครที่มีความเข้มแข็ง จะเน้นการป้องกันไฟป่าช่วงที่มีสถานการณ์ไฟป่ารุนแรง คือ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายนของทุกปี ในการลาดตระเวนเฝ้าระวัง การดับไฟ ทั้งในชุมชนและนอกเขตชุมชน นอกจากนี้หมู่บ้านยังมีกลุ่มอาชีพส่งเสริมที่มั่นคงและมีตลาดรองรับ สำหรับแนวทางในการป้องกันไฟป่าของชุมชน ร่วมกันจัดทำแผนชุมชนเพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนจัดการไฟป่าและหมอกควันให้เกิดประสิทธิภาพและตรงจุด นอกจากนี้ยังมีการตั้งกฎระเบียบของหมู่บ้าน การจัดเวรยามลาดตระเวนระวังไฟป่า และยังมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับการเผาและหมอกควันจากไฟป่า งานวิจัยชิ้นนี้ได้วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควัน คือ แนวเขตและพื้นที่ลาดชันที่เข้าถึงได้ยาก การขาดงบประมาณรวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกันและดับไฟป่า สำหรับปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญคือ การมีส่วนร่วมของชาวบ้านและภาคีที่เกี่ยวข้องรวมถึงหน่วยงานภายนอกชุมชน

 

สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่1 (2557) ได้จัดทำโครงการ“ชุมชนต้นแบบปลอดการเผา” พื้นที่ชุมชนบ้านแม่ยางมิ้น หมู­ที่ 4 ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จคือ 1) การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะด้านการห้ามเผา ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่ปฏิบัติมาตั้งแต่ดั้งเดิมในด้านการเพาะปลูก เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นป่าไม้ที่มีความลาดชัน การเข้าถึงยากลำบาก การเปิดพื้นที่เพื่อเพาะปลูกฤดูกาลต่อไปมีเพียงวิธีเดียวคือ การเผา ซึ่งสมัยก่อนผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่รุนแรงเหมือนในปัจจุบันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฝนไม่ตกตามฤดูกาล รวมทั้งเครื่องมือการตรวจวัดเพื่อรายงานข้อมูลทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารยังไม่ทั่วถึงเหมือนในปัจจุบันที่จะส่งผลให้ประชาชนเกิดความตระหนักต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้น การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้มีความสอดคล.องกันระหว่างวิถีชีวิต 2) ยึดหลักแนวคิด คนอยู่กับป่า ชาวบ้านส่วนใหญ่มีการดำเนินชีวิตตามจารีตของพื้นที่ที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม คือ คนอยู่กับป่า ครึ่งชีวิตคือบ้านพักอยู่อาศัย และอีกครึ่งชีวิตคือผืนป่าที่ให้ทรัพยากรในการดำรงชีวิต 3) เห็นคุณค่าของการหวงแหน ชาวบ้านทุกคนมองเห็นภาพรวมกันที่จะหวงแหนและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ ต้นน้ำ ผืนดิน เนื่องจากเห็นว่าผลของการปฏิบัติส่งผลให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งอาหารที่สามารถมีกินตลอดทั้งปี ทั้งหมดนี้กลายเป็นจิตสำนึกที่ดีด้านการเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยไม่รู้ตัว 4) ความร่วมมือของชุมชน ชาวบ้านทุกคนให้ความร่วมมือในทุกกิจกรรมของชุมชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การดำเนินงานส่วนใหญ่ประสบผลสำเร็จทั้งจากการปฏิบัติตาม การรับฟัง และการให้ความร่วมมือ ทั้งนี้ แรงกระตุ้นให้เกิดความรักใคร่สามัคคีส่วนหนึ่งอาจมาจากการกำหนดแผนดำเนินกิจกรรมในชุมชนให้มีอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีแต่ไม่บ่อยจนเกินไป ให้ชาวบ้านพอมีเวลาว่างหรือช่องว่างระหว่างคำว่าส่วนรวมและส่วนตัวอย่างพอดี โดยเน้นกิจกรรมที่เป็นรากเหง้าของวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมให้ยังคงอยู่และสืบทอดปฏิบัติต่อไป 5) จิตสำนึกและจิตอาสา ชุมชนมีจิตอาสาที่อุทิศตนเพื่อส่วนรวมและมีจิตสำนึกที่ดีต่อส่วนรวมในทุกด้าน รวมทั้งมีการดำเนินงานในรูปแบบกลุ่มในการพัฒนาชุมชน 6) ผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีผู้นำ ปราชญ์ชาวบ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้านที่มีความใฝ่รู้การเปลี่ยนแปลงของสังคมรอบนอก การรับข้อสั่งการจากหน่วยงานส่วนกลาง นำมาปรับใช้และสามารถบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ โดยยึดวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนไม‑ให้สูญหายและคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมให้คงไว้ไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานสืบไป 7) หน่วยงานยอมรับการบริหารจัดการของชุมชน การส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานต่างๆ ที่ชุมชนมีความต้องการและการยอมรับการดำเนินงานกิจกรรมต่างๆของหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ ฯลฯ จะนำพามาซึ่งความภาคภูมิใจที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ชุมชนให้เป็นที่ยอมรับของสังคมภายนอก และยังจะเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวบ้านในชุมชนมีกำลังใจที่ดีในการทำสิ่งดีๆต่อส่วนรวมต่อไป

ข้อเสนอแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่งจึงควรต้องประกอบไปด้วย

1) การปลุกจิตสำนึก โดยสอดแทรกใช้ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และความเชื่อในพื้นที่ เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาจัดอบรมหรือจัดกิจกรรมในพื้นที่เพื่อให้ความรู้ด้านการจัดการปัญหาไฟป่า และชี้ให้เห็นผลกระทบและผลประโยชน์ที่จะได้รับให้แก่ชาวบ้านบ่อย ๆ เพื่อเน้นย้ำการปลุกฝังจิตสำนึก

2) การขยายผลการดำเนินงานและรณรงค์ในหมู่บ้านข้างเคียงเนื่องจากไฟป่าลุกลามมาจากเขตป่าอนุรักษ์นอกเขตพื้นที่หมู่บ้าน และการร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ เพราะต้องร่วมใช้ประโยชน์จากป่าผืนเดียวกัน โดยควรเน้นเข้ารณรงค์ในหมู่บ้านในตำบลศรีถ้อย ดังนี้ (1) บ้านใหม่แม่ยางมิ้น หมู่ที่ 11 (2) บ้านพญากองดี หมู่ที่ 6และ (3) บ้านอายิโก๊ะ หมู‑ที่ 9 ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าต้นน้ำ ลุ่มน้ำชั้น 1A

3) การสนับสนุนการเกษตรแบบผสมผสาน โดยเน้นจัดการเรื่องตลาดรองรับผลผลิตทางการเกษตรอย่างเป็นระบบ และการสนับสนุนการดำเนินการต่อท่อน้ำประปาจากต้นน้ำ เนื่องจากที่ผ่านมายังประสบกับปัญหาขาดแคลนแหล่งกักเก็บน้ำซึ่งน่าจะช่วยการใช้น้ำด้านการเกษตร อย่างน้อยปีละ 2 ครั้งต่อฤดูกาลเพาะปลูก

4) การจัดตั้งกฎระเบียบตำบล ด้านการล่าสัตว์และหาผลประโยชน์ในพื้นที่ป่านอกพื้นที่ เพื่อให้มีมาตรการที่สามารถควบคุมและบังคับใช้กับคนในพื้นที่ในระดับตำบลได้ เป็นข้อเสนอของคณะกรรมการหมู่บ้านเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านการลักลอบเผาของคนนอกพื้นที่เพื่อหาของป่าและล่าสัตว์

5) การแก้ปัญหาดิน เนื่องจากสภาพดินในพื้นที่เกษตรส่วนใหญ่เป็นดินทรายซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแมลงและศัตรูพืช หากไม‑เผาหรือฉีดยาฆ่าแมลงที่มีฤทธิ์รุนแรงก่อนการเพาะปลูกจะส่งผลให้การพืชผักเจริญเติบโตไม่ดีจากการถูกทำลายของแมลงและศัตรูพืชที่ยังอยู่ในดิน ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายทำให้เกษตรกรขาดทุนคณะกรรมการหมู่บ้านจึงได.เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านนี้ โดยการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข.อง เช่น สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดเชียงราย เพื่อแก้ปัญหาดินหรือการตรวจสภาพดินเพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมของการเพาะปลูกพืช เพื่อลดปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร

6) สิทธิในที่ดิน เสนอให้ผลักดันเรื่องเกี่ยวกับเอกสารสิทธิในที่ดินของชุมชน สร้างความเป็นเจ้าของ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ชาวบ้านเกิดความรัก ความหวงแหนต่อที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของตนเอง เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านมีการดูแลรักษาทรัพยากรในพื้นที่เป็นอย่างดี จากการมีกฎระเบียบด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นแนวทางในการปฏิบัติตามของชาวบ้าน เช่น ห้ามซื้อขาย ห้ามคนนอกพื้นที่เข้ามาทำกินและอยู่อาศัย และชุมชนได้จัดทำแนวขอบเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินไว้อย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งจะเป็นหลักฐานที่สำคัญในการป้องกันการขยายขอบเขตพื้นที่ทำกินเพิ่มเติม

7) เสวนาเรื่องป่า คณะกรรมการหมู่บ้านเสนอให้มีการจัดเวทีเสวนาเรื่องการดูแลรักษาป่าของชุมชน โดยเชิญชุมชนข้างเคียงโดยเฉพาะชุมชนที่มีพื้นที่ป่าเป็นเขตติดต่อร่วมกัน ชุมชนที่มีการบริหารจัดการดูแลรักษาป่าที่ได้ผลดีมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความรู้ในประเด็นที่สำคัญของพื้นที่ เพื่อสร้างความตระหนักต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่

 

สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 (2557) ได้จัดทำโครงการ“ชุมชนต้นแบบปลอดการเผา” พื้นที่บ้านต่อแพ หมู่ที่ 1ตำบลแม่เงา อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผลการศึกษาพบว่า กรณีความสำเร็จของการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่งประกอบด้วย 1) จัดทำแผนชุมชน เป็นการวางแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาและสะท้อนปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเพื่อนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงให้แผนสามารถปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการดำเนินงานในทุกปี 2) การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันบ้านต่อแพ มีการกำหนดพื้นที่ ที่ตั้งของจุดเฝ้าระวังไฟป่า ที่สามารถเห็นป่าไม้ในบริเวณหมู่บ้านชัดเจน และจัดตั้งชุดเฝ้าระวังคอยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเป็นเวรยามที่ได้ร่วมกันกำหนดขึ้นมาในแต่ละปีที่เริ่มมีสถานการณ์ไฟป่าเกิดขึ้น เมื่อเกิดไฟป่าชุดอยู่เวรก็จะติดต่อประสานงานกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องผ่านทางวิทยุสื่อสารเพื่อช่วยกันเข้าดับไฟป่า 3) แนวกันไฟ เป็นกิจกรรมที่สำคัญที่จะต้องดำเนินการในทุกปีชาวบ้านจะร่วมกันกำหนดช่วงเวลาที่จะต้องทำแนวกันไฟในพื้นที่ป่าเพื่อป้องกันการลุกลามเข้ามายังหมู่บ้านและลุกลามกว้างขวางยากต่อการดับไฟ และได้รับความร่วมมือในการทำแนวกันไฟเป็นอย่างดีเสมอมา 4) เพิ่มมูลค่าใบตองตึง ใบตองตึงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีในพื้นที่ป่าของบ้านต่อแพ จะส่งผลให้การเผาไหม.ลุกลามได้อย่างรวดเร็วในช่วงฤดูแล้ง การกำจัดเชื้อเพลิงชนิดนี้นอกเหนือจากการเผาแล้ว ชาวบ้านส่วนหนึ่งเล็งเห็นมูลค่าเพิ่มจากใบตองตึง คือเก็บใบตองตึงมาสานเป็นแพ เพื่อนำไปทำหลังคาหรือคลุมแปลงเกษตร (สตรอเบอร์รี่)นอกจากนี้ยังสามารถสร้างรายได้โดยการจำหน่ายในราคาแพละ 5 บาท ถือว่าเป็นงานอดิเรกในช่วงนี้ได้อย่างดีทีเดียว 5) ศูนย์เรียนรูเศรษฐกิจพอเพียง ในชุมชนบ้านต่อแพมีศูนย์ศึกษาเรียนรู้ เกษตรอินทรีย์ได้อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการนำเศษใบไม้กิ่งไม.จากสวนเกษตรมาทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ เพื่อใช้ประโยชนในสวนเกษตรต่อไป รวมถึงการนำเศษใบไม้กิ่งไม้มาทำถ่านอัดแท่ง และร่วมคิดค้นประดิษฐ์เตาเผาไร.ควันกับหน่วยงานด้านพลังงานที่เข้ามาส่งเสริมการดำเนินงาน เป็นต้น 6) ลูกหลานประชาสัมพันธ์ มีการจัดเวรยามเด็กเยาวชนและประชาชนในชุมชนในการบอกกล่าวเล่าเรื่องเกี่ยวกับข่าวสารความรู้ โทษของการเผาป่า พิษภัยจากหมอกควัน ฯลฯ ในช่วงที่เริ่มมีสถานการณรุนแรงทุกอาทิตย์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายนของทุกปีผ่านหอกระจายข่าวของชุมชน เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองฟังและสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี 2. ปั­จจัยแห่งความสำเร็จ 1) การมีส่วนร่วม ชาวบ้านพร้อมให้ความร่วมมือและศรัทธาในตัวผู้นำและตระหนักรู.ถึงการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่อันมีความเชื่อแห่งการเป็นเจ้าของร่วมกัน 2) กิจกรรมและประเพณีที่สืบทอดของชุมชน มีการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีในทุกปีส่งผลให้เกิดความรักใคร‑สามัคคีของชาวบ้าน และยังได้มีการพัฒนาหมู่บ้านและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย 3) กฎระเบียบ ชาวบ้านให้ความสำคัญและถือปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ชุมชนตั้งขึ้นร่วมกัน การผ่าผืนมีบทลงโทษกำหนดไว้ชัดเจน ทำให้การบริหารจัดการของชุมชนเป็นไปด้วยความราบรื่นมากยิ่งขึ้น 4) การประชาสัมพันธ์เชิงรุก ในช่วงที่มีสถานการณไฟป่ารุนแรงจะมีการประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้น ผ่านเสียงตามสายของชุมชน โดยการจัดตั้งเวรยามที่เป็นประชาชนและเด็กเยาวชนในชุมชนประกาศให้ความรู้และรณรงค์ลดการเผาให้แกพ่อแม่ ผู้ปกครองฟังจะได้เกิดความ ตระหนักต่อปัญหามากยิ่งขึ้น ผ่านการประชุมรับนโยบายจากส่วนกลางมาเผยแพร่ให้ชาวบ้านรับรู้รับทราบและปฏิบัติตาม 5) อาสาสมัครที่มีจิตสาธารณะ ผู้ที่มีความรู.ความเชี่ยวชาญและเห็นแก่ประโยชนส่วนรวม บ้านต่อแพจัดตั้งเป็นกลุ่มให้เกิดรูปธรรมขึ้นในรูปแบบของคณะกรรมการหมู่บ้าน ชุดลาดตระเวน ชุดอาสาสมัครดับไฟป่าของหมู่บ้าน กลุ่มเกษตรอินทรีย์ฯลฯ เพื่อเนินดำเนินงานด้านต่างๆให้เกิดผลสำเร็จร่วมกัน 6) การเปิดรับโอกาสรับสิ่งใหม่ๆ ชุมชนบ้านต่อแพมีหน่วยงานจากภาคส่วนต่างๆ เข้ามาดำเนินงานในพื้นที่หลายหน่วยงาน โดยชุมชนเลือกที่จะรับการส่งเสริมหรือพัฒนาชุมชนไปในทางที่สร้างสรรค์โดยกระบวนการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านผ่านการประชุมประจำเดือน ยึดมติจากที่ประชุมเป็นหลักในการตัดสินใจเปิดรับโอกาสต่างๆ ที่จะเข้ามา แต่ยังคงยึดตัวตน วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ไม่ให้ถูกกลืนกินหายไป 7) ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ผู้นำที่มีความใฝ่รู้ด้านการพัฒนาที่สร้างสรรค์ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ร่วมทั้งมีความเสียสละ เพื่อส่วนรวมจะสามารถสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นในตัวตนผู้นำได้

          ดังนั้นข้อเสนอการจัดการปัญหาการห้ามเผาจะไม่ได้ผลในการแก้ไขปัญหาไฟป่า ควรมีการกำจัดเชื้อเพลิงเพื่อลดความรุนแรงของไฟป่าในอนาคตต่อไปแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าจึงควรมาจากระดับล่างสู่‑ระดับบน (ชุมชน >>จังหวัด >>ประเทศ) โดยการเผาที่มีการควบคุม โดยกำหนดช่วงเวลาเป็น ๒ ครั้งต่อปีดังนี้คือ ครั้งที่ 1 ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์เพื่อกำจัดเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าที่แห้งพอมี แต่ไม่มากนัก ไม่ให้มีการสะสมเชื้อเพลิงมากเกินไปครั้งที่ 2 ในช่วงปลายเดือนมีนาคม เพื่อกำจัดเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าที่เหลือจากครั้งที่ 1 เนื่องจากสภาพป่าไม่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีความอุดมสมบูรณค่อนข้างมากจึงจะแห้งช้ากว่าป่าพื้นที่อื่นทั้งนี้แต่ละอำเภอก็ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ด้วย จะลดความรุนแรงของไฟป่า และสามารถควบคุมได้

 

          สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่1 (2557) ได้จัดทำโครงการ“ชุมชนต้นแบบปลอดการเผา” พื้นที่บ้านดอนมูล หมู­ที่ 8ตำบลบ้านปวง อำเภอทุ่­งหัวช้าง จังหวัดลำพูนผลการศึกษาพบว่า กรณีความสำเร็จของการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง 1) ด้านการจัดการป่าของชุมชนมีจัดตั้งคณะกรรมการป่าชุมชน เพื่อดูแลรักษาป่าชุมชน เริ่มต้นเมื่อปี2535 และมีการเลือกตั้งใหม่­ทุกปีและออกกฎระเบียบเพื่อดูแลรักษาและใช้ประโยชนจากป่าชุมชน เริ่มต้นเมื่อปี 2535 และมีการทบทวนกฎระเบียบทุกปีมีการกำหนดขอบเขตป่าชุมชน ได้แก่พื้นที่อยู่­อาศัย พื้นที่ทำกิน พื้นที่ป่าใช้สอยพื้นที่ป่าอนุรักษ์โดยเริ่มดำเนินงานในปี2543 2) ด้านการฟื้นฟูป่าชุมชนมีจัดกิจกรรมปลูกป่าเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในปี2539และ ปี 2543 จัดทำฝายดักตะกอนเริ่มดำเนินงานในปี 2543 และจัดทำเรือนเพาะชำเพื่อเพื่อเพาะกล้าไม้ไว้ปลูกในพื้นที่ป่าชุมชน 3) ด้านการป้องกันป่าชุมชนมีการชิงเผา โดยเฉพาะบริเวณเขตติดต่อป่าไม้กับหมู่บ้านข้างเคียง เพื่อเป็นแนวกันไฟป้องกันการลุกลามของไฟป่าจากเขตพื้นที่ข้างเคียง และกำหนดช่วงเวลาการเผาให้อยู่­นอกช­วงเวลาที่ภาครัฐกำหนดห้ามเผาและจัดชุดลาดตระเวนในการตรวจการลักลอบตัดไม3ทำลายป่าและการป้องกันไฟป่าจัดทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟป่าการดับไฟป่า 4) ด้านการพัฒนาป่าชุมชนเป็นแหลงเรียนรู้การสำรวจการใช้ประโยชน์จากป่าในรอบ 1 ปีของประชากรที่ใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนร่วมกับโรงเรียนในการให้ความรู้กับนักเรียนในการจัดการ การฟื้นฟูการป้องกันและประโยชนที่ได3จากป่าชุมชน เป็นต้น 5) ด้านการนำวัฒนธรรมประเพณีมาใช้ในการจัดการป่าจัดพิธีบวชป่าจัดพิธีเลี้ยงผีต้นน้ำและผีป่าทุกปี 6) ด้านการพัฒนาศักยภาพผูมีสวนรวมในการจัดการป่าชุมชนมีการศึกษาดูงานด้านการจัดการป่าชุมชนศิลาแลง อ.ปัว จ.น่­าน ชุมชนทุ่งยาว อ.เมือง จ.ลำพูนชุมชนแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ชุมชนป่าแป๋อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ศึกษาดูงานด้านการพัฒนาพื้นที่ป่าตามแนวพระราชดำริ จากศูนย์ศึกษาเพื่อการพัฒนาห้วยฮ่­องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่­ 7) การขยายแนวคิดการจัดการป่าชุมชนการขยายแนวคิดการจัดการป่าชุมชนโดยการเป็นวิทยากรเผยแพร­องค์ความรู้และประสบการณการดำเนินงานบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยกระบวนการชุมชน และร่วมเวทีประชุมสัมมนาอย่­างต่อเนื่อง 8) การทำสัญญา MOUการจัดทำข้อตกลง (MOU) กำหนดแนวเขตพื้นที่ทำกินในเขตป่าชุมชนเพื่อควบคุมพื้นที่แนวเขตห้ามบุกรุกขยายพื้นที่ดินทำกินและพื้นที่ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า มีเป้าหมายการดำเนินงาน จำนวน 145 แปลง ซึ่งดำเนินการไปแล3ว 86 แปลง ยังอยู่ระหว่างการรอดำเนินงานอีก 59 แปลง การดำเนินงานที่ผ่านมามีการประชุมคณะกรรมการ2. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ 1) การให้ความรวมมือที่ดีของชาวบ้าน ถือเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญที่จะสามารถดำเนินงานต่างๆให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์และไปถึงเป้าหมายที่วางไวได้อย่­างดี ความสามัคคี มีน้ำใจ พร้อมให้ความช่­วยเหลือ เห็นความสำคัญของประโยชน์ส่วนรวมซึ่งบ้านดอนมูลมีองค์ประกอบต่­างๆเหล่านี้ จึงส่งผลให้การดำเนินงานต่­างๆเป็นไปด้วยความราบรื่น รวมทั้งการส่งเสริมกระบวนการมีส่­วนร่­วมของประชาชน โดยมีการจัดทำแผนชุมชนหรือการพิจารณาโครงการต่­างๆ แบบมีส่วนร่วมของคนในชุมชน เพื่อให้ทุกคนรับรู้รับทราบการดำเนินงาน ข้อดี ข้อเสีย ผลประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับอย่างทั่วถึง และเปิดโอกาสในการแสดงความคิดเห็นของคนในชุมชนอีกด้วย หัวใจสำคัญของชุมชน คือ การมีส่­วนร่­วมของคนในชุมชนจึงเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง 2) ผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มุงหาชองทางในการพัฒนา ชุมชนบ้านดอนมูลมีผู้นำที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และที่สำคัญการเป็นผู้ใฝ่รู้ ในประเด็นสร้างสรรค์ 3) การทำงานเป็นทีม ให้ความสำคัญของคณะกรรมการและกลุ่มต่างๆในชุมชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาด้านต่างๆให้เกิดขึ้นในชุมชน 4) การปรับ แนวคิดและปลุกจิตสำนึก บ้านดอนมูลมีโรงเรียนประจำหมู­บ้านเด็กนักเรียนได้ร่วมกิจกรรมต่­างๆ ที่ชุมชนจัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่­อเนื่อง และมีการสอดแทรกหลักสูตรการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการเรียนการสอน เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกด้านการหวงแหนและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เด็กและเยาวชนสามารถเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้พ่­อแม่ผู้ปกครองเกิดความตระหนักมากขึ้นอีกด้วย 5) การรู้จักตนเอง กล่าวคือ จัดทำฐานข้อมูลหมู่­บ้าน รวมถึงรู้สถานการณ์ปัญหาของหมู­บ้านและมีการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อวางแผนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเน้นการนำจุดแข็งของหมู่บ้านที่มีอยู่­มาใช้ประโยชน์ เช่น การมีส่­วนร่วมของชุมชนคณะกรรมการแต่­ละฝ่าย งบประมาณกองกลางของหมู่­บ้าน เป็นต้น 6) การพึ่งพาอาศัยแบบพี่น้อง ชุมชนบ้านดอนมูลเป็นชุมชนอยู่­อาศัยแบบพี่น้อง มีการแบ่งปันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 7) การปฏิบัติตามกฎระเบียบชุมชนชุมชนบ้านดอนมูลมีวิถีชีวิตที่ใช้ชีวิตอยู่กับป่าส่วนมากเป็นป่าต้นน้ำมีป่าที่อุดมสมบรูณ์มีกฎระเบียบที่ปฏิบัติกับมาอออย่างเข้มแข็ง ส่­งผลให้การบริหารจัดการป่าในพื้นที่เป็นไปด้วยความราบรื่น

 

เดโช ไชยทัพ (2555) โครงการความร่วมมือเพื่อจัดการไฟป่าแบบผสมผสานลดปัญหาหมอกควัน มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เสนอแนวทางหรือมาตรการการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันที่ถูกต้อง จะต้องเกิดขึ้นมาจากการมีข้อมูลที่รอบด้าน ทางมูลนิธิจึงร่วมกับแต่ละชุมชน รวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงในพื้นที่แล้วนำไปเสนอให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ชาวบ้าน"มีทางเลือก" ในการจัดการกับปัญหาที่ผสมผสานระหว่าง"วิทยาศาสตร์" และ "ภูมิปัญญาดั้งเดิม" ของชุมชน เช่นการ "ชิงเผา" เพื่อลดการสะสมของเชื้อเพลิงในป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ

งานที่ทำร่วมกับชุมชน คือ พัฒนากระบวนการเรียนรู้เรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนเพราะว่าไฟป่า มีความสัมพันธ์กับทรัพยากรและวิถีชีวิตของชาวบ้าน ทำอย่างไรให้ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ป่ามีความเข้มแข็ง ให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าภาพ ที่ต้องร่วมกันแก้ปัญหา ไม่เหมือนในอดีตที่ชาวบ้านจะโยนความรับผิดชอบให้กับหน่วยงานต่างๆ เช่น หากเกิดไฟป่าก็จะให้ศูนย์ควบคุมไฟป่ามาดูแลซึ่งโครงการความร่วมมือเพื่อจัดการไฟป่าแบบผสมผสานได้ทำให้เกิดการรวมกลุ่มของชุมชนที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจายในป่า เป็นเครือข่ายระบบนิเวศน์ผืนใหญ่ ที่มีพลังในการจัดการกับปัญหาทรัพยากรชุมชน และไฟป่าได้มากขึ้น โดยประสานความร่วมมือกับภาครัฐ บนพื้นฐานของความเข้าใจซึ่งกันและกัน  ขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่านับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา เมื่อชาวบ้านทั้งบนดอยและพื้นที่เชิงดอยหันมาปลูกข้าวโพด และต้องใช้พื้นที่จำนวนมาก ทำให้มีการเผาไร่ตั้งแต่เดือน ก.พ.-เม.ย. เพื่อกำจัดวัชพืช และเตรียมดินเพื่อการเพาะปลูก จึงทำให้มีปัญหาไฟป่า และหมอกควันในช่วงดังกล่าว  ซึ่งทางชุมชนแต่เดิมก็มีภูมิปัญญาในเรื่องของการทำแนวกันไฟในเขตป่าของชุมชน และมีความเชื่อว่าไฟ เป็นโทษมหาศาล ถ้าไฟไหม้ป่า ก็ทำให้ให้สิ่งมีชีวิตต่างๆ ตายหมด อาหารก็จะไม่มี น้ำก็จะแห้ง และยืนยันว่า การเผาไร่นั้นเป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านที่อยู่บนพื้นที่ภูเขาจะต้องทำ แต่ชาวบ้านบนดอยส่วนใหญ่จะเริ่มเผากันในราวต้นเดือน เม.ย. เพราะหลังจากนั้นไม่นานฝนบนดอยก็จะตกที่ ต.บ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ คือ ตัวอย่างที่ดีในการจัดการปัญหาทรัพยากรชุมชน และไฟป่า โดยการมีส่วนร่วมของภาครัฐและชาวบ้าน   มีการจัดตั้งคณะกรรมการอนุรักษ์ป่า ที่ประกอบด้วยกรรมการหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเฝ้าระวัง และดูแลป่าของชุมชนในกรณีที่มีไฟป่า เข้ามาในพื้นที่ที่ชาวชุมชนจะระดมชาวบ้านออกมาช่วยกันดับไฟ นอกจากนี้ยังมีกฎระเบียบของหมู่บ้านในการควบคุมป้องกันไฟป่า เช่น ถ้าจะเผาไร่ต้องทำแนวกันไฟหรือแจ้งกรรมการอนุรักษ์ป่าให้รู้ล่วงหน้า  ทั้งนี้แนวทางการแก้ปัญหาไฟป่า จะต้องเกิดขึ้นมาจากชุมชน เพราะชุมชนมีกำลังคนมากกว่าภาครัฐ และกระจายอยู่รอบๆ พื้นที่ป่า ด้วยเหตุที่กำลังคนที่มากกว่าและเป็นคนในพื้นที่ ชาวบ้านจึงมีบทบาทในการแก้ปัญหาได้ดีกว่า  การเพิ่มความรู้ และศักยภาพของชุมชนจะช่วยให้ชุมชนสามารถประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และก็เป็นการช่วยเสริมพลังในการจัดการกับปัญหาไฟป่าอย่างได้ผลอีกด้วย