HAZE FREE THAILAND
         
ผลกระทบจากปัญหาหมอกควัน

การเกิดหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนเมษายนของทุกปี ส่งผลให้พื้นที่หลายจังหวัดในเขตภาคเหนือตอนบนได้รับผลกระทบในส่วนของคุณภาพอากาศโดยตรง ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน สำปาง ลำพูน แพร่ น่าน และพะเยา ซึ่งการเกิดหมอกควันในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่ผ่านมาในอดีตส่งผลให้เกิดเป็นปัญหามลพิษทางอากาศ โดยการตรวจวัดคุณภาพอากาศพบว่า มีปริมาณของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอนสูงกว่าค่ามาตรฐาน ซึ่งสภาพการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบสำคัญ 2 ส่วน คือ ผลกระทบต่อสุขภาพ และผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

1. ผลกระทบต่อสุขภาพ

ผลกระทบของมลพิษทางอากาศที่มีต่อสุขภาพของประชาชนในภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน มีความสัมพันธ์ระหว่างระดับฝุ่นรายวันในอากาศกับอาการของโรคหอบหืด (พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช และคณะ, 2550 อ้างใน มงคล รายะนาคร, 2553) ซึ่งสารมลพิษจากฝุ่นขนาดเล็กมีความสามารถของในการทำลายดีเอนเอของเซลล์ถุงลมปอด (อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ และคณะ, 2550 อ้างใน มงคล รายะนาคร, 2553)s และยังสามารถพบสารมลพิษทางอากาศตกค้างอยู่ในระบบร่างกายของคนในรูปของสารเมตาบอไลต์ได้ (ทิพวรรณ ประภามณฑล และคณะ, 2550 อ้างใน มงคล รายะนาคร, 2553) นอกจากนี้ มงคล รายะนาคร (2553) ยังพบว่าสารมลพิษทางอากาศในอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กทั้งที่เป็นสารโลหะหนัก และสารอินทรีย์ประเภทพีเอเอชหรือพาห์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งหลายชนิด ส่งผลกระทบทางด้านสุขภาพ ได้แก่ การรู้สึกระคายเคืองหรือแสบตา การหายใจไม่สะดวก

โดยเฉพาะกับผู้ที่เป็นโรคหอบหืดมีความเสี่ยงที่จะมีอาการทรุดหนักถึงขั้นเสียชีวิตได้ เนื่องจากขีดความสามารถในการทำงานของปอดลดลงอย่างรวดเร็ว และแม้ว่าอาจจะไม่เสียชีวิตด้วยโรคหอบหืดแต่ในระยะยาวมักจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด โดยเฉพาะในเขตอำเภอสารภีและอำเภอหางดงจังหวัดเชียงใหม่ ในระยะประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยเป็นมะเร็งรายใหม่รายปีในอัตรา 40:100,000 คนซึ่งถือว่าสูงเป็น 2 เท่าของอัตราเฉลี่ยของประเทศไทยที่ตกปีละ 20:100,000 คน ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพจากปัญหาหมอกควันของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการรายงานจากโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัด 8 แห่งของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน แสดงให้เห็นว่าในระหว่างวันที่ 4 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2558 มีการรายงานผู้ป่วยใน 4 กลุ่มโรคที่เฝ้าระวังจำนวนทั้งสิ้น 826,247 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 14,533.03 ต่อประชากรแสนคน โดยกลุ่มโรคที่มีรายงานสูงสุด คือ กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดทุกชนิด อัตราป่วย 8,291.62 ต่อประชากรแสนคน รองลงมา ได้แก่ กลุ่มโรคทางเดินหายใจทุกชนิด อัตราป่วย 5,218.89 ต่อประชากรแสนคน กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ อัตราป่วยเท่ากับ 521.05 ต่อประชากรแสนคน และกลุ่มโรคตาอักเสบ อัตราป่วยเท่ากับ 501.47 ต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ โดยจังหวัดที่มีการรายงานจำนวนผู้ป่วยในภาพรวมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดลำพูน มีอัตราป่วย 21,526.02 ต่อประชากรแสนคน รองลงมา ได้แก่ จังหวัดแพร่ และลำปาง อัตราป่วย 19,776.58 และ 18,620.50 ต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ (ฉันทนา ผดุงทศ, จักรี ศรีแสง และราชันย์ ต้นกันยา, 2558)

2. ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ

มลพิษทางอากาศนอกจากจะมีผลกระทบทางด้านสุขภาพอย่างไม่มีข้อสงสัยแล้ว ยังมีผลทำให้ผู้ที่เจ็บป่วยอันเนื่องจากภาวะหมอกควันหรือมลพิษทางอากาศต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรั กษาพยาบาล และขาดรายได้จากการหยุดงาน (มงคล รายะนาคร, 2553) ทั้งนี้ได้มีการศึกษาถึงต้นทุนการรักษาความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากโรคหอบหือของผู้ป่วยในจังหวัดเชียงใหม่ใน ช่วงปี พ.ศ. 2549 – 2550 พบว่า ผู้ป่วยต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 15,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยของคนเชียงใหม่โดยทั่วไปประมาณ 3 เท่าตัว 1 (พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช และคณะ, 2550 อ้างใน มงคล รายะนาคร, 2553) ผลกระทบของมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะปีที่มีหมอกควันมากกว่าปกติ มีส่วนทำให้รายได้เข้าสู่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวลดลงอย่างกะทันหัน ซึ่งสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ได้ทำการประมาณการว่า จังหวัดเชียงใหม่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเฉลี่ยปีละ 1.7 ล้านคน และสามารถสร้างรายได้เข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ประมาณปีละ 40,000 ล้านบาท แต่หากช่วงใดที่ประสบปัญหามลพิษทางอากาศมักจะส่งผลให้จำนวนผู้มาท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ลดลง และจะส่งผลถึงภาวะการว่างงานของประชาชนจำนวนมาก (มงคล รายะนาคร, 2553) ซึ่งสอดคล้องกับการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนผู้มาพักแรมของจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนข องปี พ.ศ. 2546-2550 ประกอบกับการสัมภาษณ์เลขาธิการสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ซึ่งนำมาสรุปได้ว่าวิกฤติการณ์หมอกควันปี พ.ศ. 2550 ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างน้อย 57,000 ราย ทำให้สูญเสียรายได้ไปในช่วงนั้นอย่างน้อย 477 ล้านบาท ซึ่งภาคธุรกิจโรงแรมเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด (เรวดี จรุงรัตนาพงศ์ และอารี ยามนัสบุญเพิ่มพูน, 2552 อ้างใน มงคล รายะนาคร, 2553)

         
s