HAZE FREE THAILAND

โครงการปศุสัตว์ไร้หมอกควัน

 

1.หลักการและเหตุผล

            โครงการโค-กระบือเนื้อมีจุดประสงค์ในการส่งเสริมการเกษตรหรือการปศุสัตว์แบบปลอดการเผาไม่ว่าจะเป็นการเกษตรชนิดใดก็ตาม โดยอาศัยหลักการ Supply Chain Re-Design หรือการออกแบบห่วงโซ่อุปทานใหม่โดยความร่วมมือจากทั้งภาคเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้เกิดสายโซ่อุปทานเส้นใหม่ที่มีกิจกรรมและกระบวนการที่จะสร้างความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามวัตถุประสงค์อีกประการหนึ่งในการดำเนินการคือ การเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้ประกอบการให้กับกลุ่มสมาชิกโดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ พัฒนากระบวนการผลิต ต่อยอดไปถึงการรวมกลุ่มเพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์ด้วยกลไก Social Enterprise หรือ กิจการเพื่อสังคมต่อไปในอนาคต

 

2.กระบวนการดำเนินงาน

            รับสมัครสมาชิกเพื่อจัดทำฐานข้อมูลปศุสัตว์และพิกัดรายแปลงเพื่อสอบทานกลับไปสู่ระบบการไม่พึ่งพาไฟในการผลิตเพื่อลดผลกระทบจากปัญหาหมอกควันไฟป่าในพื้นที หลังจากนั้นจะสนับสนุนกิจกรรมการดำเนินงานแปรรูปปศุสัตว์ ด้วยกลไกตลาดรูปใหม่ที่โครงการได้เตรียมไว้ เมื่อสมาชิกได้เข้าร่วมโครงการแล้วโครงการจะทำการตรวจสอบการใช้ไฟจากพิกัดรายแปลงของสมาชิก หากพบว่าภายในแปลงของสมาชิกมีร่องรอยเผาไหม้จากภาพดาวเทียมหรือมีข้อมูลจุดความร้อนในช่วงระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 ถึง 20 เมษายน 2560 ทางโครงการจะปฏิเสธการรับซื้อโค-กระบือทันที

 

 

 

เงื่อนไขทางด้านราคารับซื้อ (กระบือ) ของโครงการ

            การสนับสนุนจากโครงการจะทำการสนับสนุนช่องทางการตลาดโดยการจัดหาคนงานในการชำแหละ กระบวนการชำแหละ และจัดจำหน่ายโดยตรงให้กับผู้ค้ารายย่อย (เขียงเนื้อ) โดยมีรายละเอียดราคาดังต่อไปนี้ อย่างไรก็ตามเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงราคาดังกล่าวขึ้นอยู่กับมติคณะกรรมการดำเนินงาน โดยเกณฑ์กระบือที่สามารถเข้าร่วมโครงการ

1.กระบือ ที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องมีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ไม่มีส่วนพิการหรือป่วย

2.ไม่มีการกำหนดน้ำหนักหรือขนาดกระบือขั้นต่ำที่จะเข้าร่วมโครงการรวมถึงพันธุ์

 

รายการ

ราคา (บาท) ต่อกิโลกรัม

1.เนื้อก้อน

200.00

2.เนื้อแกง (กระพราะ ปอด)

130.00

3.เนื้อชุด (รวมเครื่องใน ตับ ผ้าขี้ริ้ว ม้าม สมอง หัวใจ ลิ้น)

170.00

4.หนัง     (กรณีน้อยกว่า 20 กก)

                (กรณีมากกว่า 20 กก)

33.00

35.00

5.กระดูก

4.00

6.ไขกระดูก

20.00

7.ชุดเท้า (เท้า 4 ข้าง, หาง, หู)

350.00

 *** อัตราดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับมติของคณะทำงาน

 

            เมื่อได้ทำการชำแหละกระบือเสร็จสิ้นแล้วโครงการจะทำการรวบรวมจำนวนเงินแล้วทำการหักค่าดำเนินการจำนวน 550.00 บาท โดยจำนวนเงินดังกล่าวประกอบด้วย

 

รายการ

บาท

1.ค่าใบอนุญาตการฆ่า

50.00

2.ค่าแรงคนงานในการชำแหละ

400.00

3.ค่าวัสดุอุปกรณ์

100.00

4.สมทบกองทุนโค-กระบือลดหมอกควัน

-

5.ค่าขนส่ง

ตามตกลง

 

3.การดำเนินการโครงการปศุสัตว์ไร้หมอกควัน (เดือน เมษายน 2560)

 

ภาพที่ 1 เกษตรกรและผู้รับซื้อจากแผงขายเนื้อ

 

รายการ

รายละเอียด

กระบือหมายเลข 3

 

 

ขนาดไร่ปลอดการเผา

47 ไร่

พิกัด

18.691596, 98.387568

มูลค่าเพิ่มจากการไม่พึ่งพาการเผา

114.90 บาทต่อไร่

วันที่แปรรูป

7 เมษายน 2560


ส่งเสริมกระเกษตรกรรม

กาแฟอราบิก้า (Coffea Arabica L.)

กาแฟอราบิก้า เป็นพืชสวนอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีประเทศมากกว่า 50 ประเทศ ปลูกกาแฟอราบิก้า เป็นสินค้าส่งออก หรือประมาณ 70-75 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตกาแฟโลก เนื่องจากเป็นกาแฟที่มีรสชาติดี (Flavour) และมีกลิ่น (Aroma) หอมชวนดื่ม เจริญเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่บนที่สูง และมีอากาศหนาวเย็นทางภาคเหนือ พันธุ์ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก คือสายพันธุ์คาติมอร์ CIFC 7963 เป็นพันธุ์ลูกผสมระหว่าง HW.26/5 (Hibrido de Timor 832/1 Caturra) x SL.28 มีลักษณะต้นเตี้ย ข้อสั้น (Compact Tree size) ยอดสีเขียว ใบมีขนาดปานกลาง เส้นแขนงของใบ 9 – 11 คู่ ผลสุกสีแดงให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 500 – 900 กรัม/ต้น เมื่ออายุ 6 – 8 ปี ให้สารกาแฟเกรด A เฉลี่ย 70 – 75% /กิโลกรัม คุณภาพการชิม (Cup test) อยู่ในระดับดีปานกลาง

การปลูกและการดูแลรักษา

ระยะปลูก ระหว่างต้น-แถว 2x2 เมตร หรือ 400 ต้น/ไร่ ขนาดหลุมปลูก 50x50x50 ซม. รองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟตหลุมละ 100 - 200 กรัม และปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ ควรปลูกต้นกาแฟช่วงเดือน พฤษภาคม – กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูฝน การใส่ปุ๋ย ชนิดปุ๋ยที่ใช้ สูตร 46-0-0, 15-15-15, 13-13-21 รองก้นหลุมและปรับความเป็นกรด-ด่างของดินด้วย 0-3-0 เมื่ออายุ 1 - 8 ปี ใส่ปุ๋ยเกรด 15-15-15 อัตรา 100 และ 150 กรัม/ต้น/ปี ใส่ช่วงเดือน พฤษภาคมและสิงหาคม ใส่ปุ๋ยเกรด 46- 0-0 อัตรา 100, 150, 150, 200, 200, 200 ,200 และ 200 กรัม/ต้น/ปี (ต้นกาแฟอายุ 1-4 ปี) ใส่ช่วงเดือนพฤษภาคมและสิงหาคม ปุ๋ยเกรด 13-13-21 อัตรา 100, 150, 150, 250 และ 300 กรัม/ต้น/ปี (ต้นกาแฟอายุ 3 ปีขึ้นไป) ใส่ช่วงเดือนสิงหาคมและตุลาคม

การให้น้ำ ควรให้น้ำในช่วงฤดูแล้งอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ในกรณีพื้นที่ปลูกไม่มีแหล่งน้ำให้ใช้เศษวัชพืชหรือฟางข้าวคลุมบริเวณโคนต้นตั้งแต่หมดฤดูฝนโดยเฉพาะพื้นที่ปลูกกาแฟกลางแจ้ง

การตัดแต่งกิ่ง ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูก ดังนี้
- กาแฟที่ปลูกกลางแจ้ง ควรใช้วิธีการตัดแต่งแบบให้มีลำต้นเดี่ยว เนื่องจากกาแฟที่ปลูกกลางแจ้งจะติดผลมาก หากตัดแต่งให้มีหลายลำต้น ต้นจะโทรมเร็ว และมีโอกาสเกิดลักษณะอาการปลายกิ่งแห้งตาย (die back)
- กาแฟที่ปลูกภายใต้ร่มเงา ควรจะมีการตัดแต่งให้ต้นกาแฟมี 2 - 3 ลำต้น เนื่องจากกาแฟที่ปลูกภายใต้ร่มเงาจะให้ผลผลิตน้อยกว่า แต่มีอายุการให้ผลผลิตสม่ำเสมอ และยาวนานกว่า

การจัดการร่มเงา พื้นที่บนที่สูงนอกจากจะมีสภาพอากาศหนาวเย็น และมีความเข้มของแสงแดดมาก จึงจำเป็นต้องอาศัยร่มเงาจากไม้บังร่มชนิดต่าง ๆ ได้แก่
- ไม้บังร่มชั่วคราว ควรเป็นไม้โตเร็ว และเป็นพืชตระกูลถั่ว เช่น ทองหลางไร้หนาม แคฝรั่ง ขี้เหล็กอเมริกัน ควรใช้ในระยะปลูก 4x6 หรือ 6x6 เมตร และปลูกหลายชนิดสลับกัน
- ไม้บังร่มถาวร ควรเป็นไม้พุ่มใหญ่ ทรงพุ่มกว้างและให้ร่มเงาในระดับสูง เช่น ซิลเวอร์โอ๊ค พฤกษ์ ถ่อน กางหลวง ถั่วหูช้าง สะตอ เหลียง เป็นต้น ระยะปลูก 8x10 เมตร และควรปลูกหลายชนิดสลับกันกับไม้บังร่มชั่วคราว

การป้องกันและกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช

โรคราสนิม (Coffee leaf rust) เกิดจากเชื้อรา Hemileia vastatrix เป็นได้ทั้งใบอ่อนและใบแก่ โดยจะเกิดสปอร์สีส้มใต้ใบส่วนบนใบจะมีสีเหลือง ซึ่งตรงจุดเดียวกับที่เกิดสปอร์ใต้ใบ เมื่ออาการรุนแรงจุดนี้จะขยายไปทั่วทั้งใบ ทำให้ใบร่วง
การป้องกัน
1. ใช้พันธุ์ต้านทาน สายพันธุ์คาติมอร์ CIFC 7963
2. ใช้สารเคมี บอร์โดซ์มิกเจอร์ (alkaline bordeaux mixture) 0.5% คูปราวิท (Cupravit) 85% W.P. อัตรา 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร.

แมลงศัตรูกาแฟ

1. เพลี้ยแป้ง (Pseudocoeus sp.) เพลี้ยอ่อน (Toxoptera sp.) เพลี้ยหอยสีเขียว (Coccus viridis Green) เพลี้ยหอยสีน้ำตาล (Saisatia coffeae) เป็นแมลงปากดูดจะเข้าทำลายโดยดูดกินน้ำเลี้ยงใบอ่อน ยอดอ่อนและผลอ่อน การป้องกันกำจัด ใช้โมโนโครโทฟอส (monocrotophos) หรือไดเมทโทเอต อัตราร้อยละ 5 ของสารออกฤทธิ์ ฉีดพ่นประมาณ 2-3 ครั้ง ทุก 10 วัน เมื่อพบการระบาด
2. หนอนกัดเปลือกและเจาะลำต้น (White stem borrer) เป็นหนอนที่เกิดจากด้วงปีกแข็งหนวดยาว จะวางไข่บนเปลือกของลำต้นที่มีรอยแตก จะกัดกินเปลือกรอบบริเวณโคนต้นก่อนที่จะเจาะเข้าไปลำต้นกัดกินเนื้อไม้และถ่ายมูลออกมาตรงรูที่เจาะ การป้องกันกำจัด เมื่อพบต้นที่ถูกทำลายให้ตัดแล้วเผาทิ้ง หรือทาโคนต้นกาแฟด้วยซูมิไธออน 50% อีซี อัตรา 200 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร

การเก็บเกี่ยวและการแปรรูป

การเก็บเกี่ยว
จะเก็บเฉพาะผลสุกที่มีสีแดง และผลที่มีสีเหลือง - เหลืองเข้ม โดยเก็บทีละข้อ ไม่ควรที่จะเก็บแบบรูดกิ่งทีเดียว

การแปรรูป
เก็บผลกาแฟที่สุกแล้วจึงนำมาเข้าเครื่องลอกเปลือกนอกออก นำมาหมักในบ่อด้วยน้ำที่สะอาดประมาณ 24 - 48 ชั่วโมง ขัดเมือกและล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วนำมาตากแดดบนลานซีเมนต์หรือบนแคร่ไม้ไผ่ที่มีตาข่ายตาถี่วางอยู่ข้างบนประมาณ 7 - 10 วัน เมื่อเมล็ดแห้งจึงสีเอากะลาออก โดยใช้เครื่องสีกะลา จึงจะได้สารกาแฟที่มีสีเขียวอมเทาหรือเขียวอมฟ้า




อะโวกาโด (Avocado)

อะโวกาโด (Avocado) หรือลูกเนย จัดเป็นพืชดอกในวงศ์ LAuraceae ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกับอบเชย และกระวาน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Persea americana Mill. เป็นผลไม้ที่มีเนื้อมันเหมือนเนยนิยมรับประทานกันมานานในแถบอเมริกาและยุโรป เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารที่เป็นประโยชน์มากกว่าผลไม้หลายชนิด จึงถือว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ทำให้เป็นที่นิยมของคนไทยและมีความต้องการบริโภคมากขึ้น

พันธุ์ที่นำไปส่งเสริมให้กับเกษตรกรคือต้นตอ ซึ่งจะได้รับการเปลี่ยนยอดเป็นพันธุ์ดีหลังการปลูกประมาณ 1 ปี ลักษณะทางพฤกษศาสตร์โดยทั่วไปของอะโวกาโดคือ เป็นไม้ผลยืนต้นที่มีสีเขียวตลอดทั้งปี ต้นโตเต็มที่สูง 6-8 เมตร กิ่งเบาและเปราะ ใบเป็นแบบเดี่ยวจะเรียงสลับกันบนกิ่ง ดอกออกเป็นกลุ่มเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ผลเป็นผลเดี่ยวมีรูปผลต่างๆ กัน เช่น ผลรูปฝรั่ง ผลรูปไข่ หรือทรงกลม มีทั้งสีเขียวและม่วง ผิวอาจเรียบหรือขรุขระ เปลือกมีทั้งแบบหนาและบาง เนื้อมีสีเหลืองอ่อนจนไปถึงเหลืองเข้ม พันธุ์อะโวกาโดที่นิยมในประเทศไทยได้แก่ พันธุ์แฮสส์ พันธุ์อานาฮิม พันธุ์ปีเตอร์สัน พันธุ์ดุ๊ก พันธุ์บูช7 เป็นต้น

การปลูกอะโวกาโด
การปลูกอะโวกาโด ควรเลือกพันธุ์ที่ผลผลิตมีคุณภาพดี ตรงตามความต้องการของตลาด

ระยะปลูก
ระยะปลูกที่เหมาะสมโดยทั่วไปใช้ระยะ 8x8 เมตร โดยปล฿กสลับระหว่างพันธุ์ที่มีดอกประเภท ก และประเภท ข เช่น การปลูกพันธุ์แอสส์ที่มีดอกประเภท ก สลับกับพันธุ์มูเซอ 30 ที่มีดอกประเภท ข เป็นต้น

การเตรียมแปลงปลูก
ควรเตรียมก่อนล่วงหน้าประมาณ 1 ปี ทำการไถพรวนแปลง แล้วเตรียมหลุมปลูกระยะ 50x50x50 เซนติเมตร ผสมปุ๋มคอก 5-10 กิโลกรัมคลุกเคล้ากับดินแล้วใส่ลงไปในก้นหลุม แล้วจึงนำกล้าอะโวกาโดลงปลูก

การป้องกันและกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช

โรครากเน่า เกิดจากเชื้อไฟทอปทอรา (Phytopthora cinnamomi rands) ทำให้มีใบซีดเหลือง เหี่ยว ร่วง กิ่งแห้งตาย ผลมีขนาดเล็ก โคนต้นมียางไหลออกมา เมื่อใช้มีดเฉือนดูจะพบเนื้อเยื่อสีดำ
การป้องกันกำจัด
เมื่อพบต้นที่เป็นโรค ให้ตัดกิ่งแห้งทิ้ง ทาแผลด้วยปูนแดง แล้วพ่นด้วยสารควบคุมวัชพืช เมตาแลกซิล อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟอสฟอรัส แอซิค อัตรา 100 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 100 มิลลิลิตร ฉีดเข้าที่ลำต้น ทันที่ที่พบโรคให้ทั่วทรงพุ่มทุกต้นที่มีผลผลิตโดยเฉพาะในช่วงที่มีผลผลิตสูงและฤดูฝน

หนอนเจาะลำต้น เกิดจากตัวหนอนของด้วงหนวดยาว (Batocera rufomaculata De Geer) หนอนมีเขี้ยวขนาดใหญ่ แข็งแรง และมีสีน้ำตาลเข้ม ลำตัวสีขาวขุ่นและค่อนข้างใส โตเต็มที่ 8-10 เซนติเมตร เจาะเข้าเนื้อไม้หรือกลางกิ่งของลำต้น
การป้องกันกำจัด
- ตัดกิ่งแห้ง หรือกิ่งที่โดนหนอนเข้าทำลายเผาทิ้ง
- ถ้าระบาดไม่รุนแรงและหนอนเจาะเข้าเนื้อไม้แล้ว ให้ใช้มีดแกะหารู ฉีดพ่นด้วยคลอร์ไพริฟอส 40% EC อัตรา 1 มิลลิลิตร เข้าในรูและใช้ดินเหนียวอุด
- แหล่งที่มีการระบาดรุนแรง ควรป้องกันการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวโดยพ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาคลอพริด 5% EC ตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วต้นและกิ่งก้านสาขา

เพลี้ยไฟ (Sciortothhrips dorsalis Hood) มักพบระบาดในหน้าแล้ง ในช่วงระยะแทงดอกหรือดอกบาน โดยเพลี้ยไฟจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอกทำให้ช่อดอกไม่ยืด หรือเข้าทำลายระยะดอกบานทำให้ดอกแห้งร่วง บางครั้งทำลายขณะติดผลอ่อน ทำให้ผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลมีตำหนิ
การป้องกันกำจัด
- ใช้สา้สารฆ่าแมลงอิมิดาคลอพริด 25% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์โบฟูราน 20% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

อะโวกาโด เป็นผลไม้ที่ต้องเก็บผลแก่มาบ่ม (Climacteric fruit)
วิธีการสังเกตผลแก่ โดยสังเกตจากลักษณะต่างๆ ดังนี้
- ลักษณะภายนอกของผล เช่น ขั้วผล สีผล และลักษณะผิว โดยบางพันธุ์ขั้วผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง ส่วนสีของผลแก่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วง หรือเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมแดง ในขณะที่บางพันธุ์จะมีตุ่มนูนสีน้ำตาลขึ้นตามผิวชัดเจน
- อายุการเก็บเกี่ยว ตั้งแต่เก็บผลจนถึงเก็บเกี่ยว เช่น พันธุ์แอสส์เก็บเกี่บวช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 9-10 เดือน

วิธีการเก็บเกี่ยว
ใช้กรรไกรตัดให้มีขั้วผลติดยาว 1-2 นิ้ว จะทำให้สามารถเก็บได้นานขึ้น

การบ่มผลอะโวกาโด
การเก็บผลอะโวกาดดที่แก่มาบ่มในอุณหภูมิห้องจะสุกได้ดีกว่า คือผิวของผลที่สุกจะไม่เหี่ยว รสชาติดี เนื้อไม่แข็งและไม่มีรสขม ผลอะโวกาโดที่ดิบเนื้อจะแข็งมีเทนนินสูงและมีรสขม ผลอะโวกาโดใช้เวลาในการบ่มประมาณ 3-9 วัน จึงสุก

การเก็บรักษา
สามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลสุกโดยเก็บในตู้เย็นได้นานประมาณ 9-10 วัน




กล้วย

กล้วยน้ำว้า (Musa sapientum Linn.) เป็นกล้วยพันธุ์หนึ่ง พัฒนามาจากลูกผสมระหว่างกล้วยป่ากับกล้วยตานี บริโภคกันอย่างแพร่หลาย ปลูกง่าย รสชาติดี อร่อยด้วย กล้วยน้ำว้ามีชื่อพื้นเมืองอื่นเช่น กล้วยน้ำว้าเหลือง กล้วยใต้ หรือ กล้วยอ่อง
กล้วยเป็นไม้ผลเขตร้อน ที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล้วยจึงเป็นไม้ผลล้มลุกที่คนไทยรู้จักและใช้บริโภคกันมาช้านานแล้ว ในอดีตนั้นมีการบริโภคกล้วยกันค่อนข้างมาก ประเทศไทยมีพันธุ์กล้วยไทยมากกว่า 80 สายพันธุ์ อาทิเช่น กล้วยนาก กล้วยงาช้าง กล้วยเทพรส กล้วยเล็บมือนาง กล้วยนมสาว กล้วยพม่าแหกคุก กล้วยนวล กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่โบราณ กล้วยนมสวรรค์ กล้วยน้ำไทย กล้วยเล็บช้างกุด กล้วยนิ้วจระเข้ กล้วยตานี กล้วยไข่พระตะบอง กล้วยหอมเขียว กล้วยหอมทอง กล้วยหักมุก กล้วยหิน ฯลฯ ซึ่งกล้วยที่นำไปส่งเสริมให้กับเกษตรกรคือกล้วยพันธุ์มะลิอ่อง

การขยายพันธุ์ ที่นิยมมี 3 วิธีคือ
1. การแยกหน่อ โดยการขุดหน่อที่แทงหน่อจากต้นแม่ขึ้นมา
2. การผ่าหน่อ การผ่าหน่อโดยการขุดหน่อที่มีอายุ 2–3 เดือน มาทำการผ่าหน่อออกเป็น 4–6 ชิ้น/หน่อ แล้วนำมาเพาะในวัสดุเพาะชำ
3. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเป็นการขยายพันธุ์อีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำให้ได้ต้นกล้าจำนวนมาก โดยพิจารณาคัดเลือกต้นพันธุ์ที่มีลักษณะดี แข็งแรง ปราศจากโรคและแมลง ลูกโต ให้หวีต่อเครือมาก มาทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อจะได้ต้นพันธุ์ลักษณะดีที่ต้องการและคุ้มค่ากับการลงทุน

ระยะปลูก กล้วยน้ำว้าใช้ระยะปลูก 4x4 เมตร สามารถปลูกได้ 100 ต้น / ไร่

การใส่ปุ๋ย
1. ใส่ปุ๋ยคอก ใส่รองก้นหลุม 5 กิโลกรัม / ต้น และหลังกล้วยเจริญเติบโตเต็มที่ ก่อนออกปลี 5–10 กิโลกรัม / ต้น
2. ปุ๋ยไนโตรเจน ที่นิยมใช้คือ โซเดียมไนเตรทหรือแอมโมเนียมซัลเฟต ใช้วิธีการหว่านลงดินปริมาณ 60 กรัม/ต้น แล้วให้น้ำทันที
3. ปุ๋ยเคมี สูตร 13–13–21 ปุ๋ยนี้ควรให้หลังติดผลแล้ว อัตรา 500 กรัม/ต้น โดยแบ่งใส่ 2 ครั้งครั้งแรกหลังตัดปลีแล้ว และครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรก 1 เดือน

การกำจัดวัชพืช 1. วิธีกด ได้แก่ การถอน ดายหรือถากด้วยจอบ ควรทำการกำจัดก่อนที่วัชพืชนั้นจะออกดอก
2. วิธีเขตกรรม โดยการปลูกพืชแซม เลือกพืชที่มีระบบรากตื้นและสามารถใช้ลำต้นเป็นปุ๋ยได้อีกด้วย เช่น พืชตระกูลถั่วต่างๆ
3. คลุมหน้าดินหลังจากมีการตัดแต่งกิ่งใบกล้วย

หลังจากปลูกกล้วยไปแล้วประมาณ 3-4 เดือน ให้ขุดหน่อกล้วยทิ้งจนกว่าจะเริ่มออกปลีหรือหลังจากปลูกแล้ว 7-8 เดือน จึงจะมีการไว้หน่อทดแทน 1–2 หน่อ โดยหน่อที่ 1 และที่ 2 ควรจะมีอายุห่างกัน 4 เดือน เพื่อให้ผลกล้วยมีความอุดมสมบูรณ์ โดยเลือกหน่อที่อยู่ทางตรงข้ามกัน หากหน่อที่จะขุดทิ้งดังกล่าว มีขนาดใหญ่มากไม่สามารถขุดทิ้งได้ วิธีการทำลายใช้น้ำมันก๊าดหยดลงที่ยอดประมาณครึ่งช้อนชา

การตัดแต่งใบ ทำการตัดแต่งใบช่วงที่เริ่มโตจนถึงเก็บเกี่ยว โดยเลือกใบแก่และใบที่เป็นโรคออก ตัดให้เหลือ 9-12 ใบ

การตัดปลี หลังจากกล้วยออกปลีให้ลูกแล้ว ให้ทำการตัดปลีทิ้ง หลังจากปลีบานต่อไปจากตีนเต่าอีก 2 ชั้น เพื่อไว้สำหรับใช้มือจับช่วงเก็บเกี่ยว เพราะสะดวกในการหยิบยกและแบกหาม

การค้ำกล้วย หลังจากกล้วยตกเครือแล้วจะมีการหักกลางลำต้น (หักคอ) ได้ง่าย เมื่อกล้วยใกล้แก่เพื่อป้องกันการหักล้ม ควรใช้ไม้ค้ำบริเวณเครือโดยตรงหรือผูกลำต้นกล้วยไว้กับไม้หลักที่ปักไว้ข้างลำต้น โดยเฉพาะกล้วยหอมที่มีขนาดเครือใหญ่จึงจำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำ

การป้องกันและกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช

โรคตายพราย เกิดจากเชื้อรา มักจะเป็นกับกล้วยที่มีอายุ 4-5 เดือนขึ้นไป โดยจะเห็นทางสีเหลืองอร่ามตามก้านใบของใบล่างหรือใบแก่ก่อนต่อมาปลายใบหรือขอบใบจะเริ่มเหลือง การป้องกันกำจัด ตัดทำลายต้นที่เป็นโรคด้วยการเผา
โรคใบจุดของกล้วย เกิดจากเชื้อหลายชนิด แสดงอาการบนใบแตกต่างกัน อาจเป็นขีดสีน้ำตาลแดงสั้นๆ ขนานไปกับเส้นใบ กระจายไปทั่วทั้งใบ ทำให้เกิดอาการใบไหม้ โดยมากเกิดจากริมใบเข้าไป แผลมีสีน้ำตาลอ่อนขอบใบมีสีน้ำตาลเข้ม พบทุกระยะของการเจริญเติบโต โดยมากเป็นกับกล้วยน้ำว้าทำให้จำนวนหวีต่อเครือน้อยลง
การป้องกันกำจัด
ตัดใบกล้วยที่เป็นโรคนำไปเผาไฟทิ้งและฉีดพ่นด้วยสารเคมีแมนโคเซบหรือแคปแทน
ด้วงงวงไชเหง้า ระยะตัวหนอนจะกัดกินชอนไชอยู่ในเหง้ากล้วย พบการทำลายทุกระยะตั้งแต่หน่อถึงต้นแก่จะทำให้กล้วยตายได้
การป้องกันกำจัด ทำความสะอาดสวน โดยเฉพาะโคนกล้วยอย่าให้มีชิ้นส่วนของต้นพืชเน่าเปื่อย และก่อนนำหน่อมาปลูกควรแช่น้ำยาฆ่าแมลง 1 คืน ต่อน้ำ 50 ส่วนก่อนปลูก