HAZE FREE THAILAND
การท่องเที่ยวแม่แจ่ม

แผนที่





โปรแกรม



ปฎิทินการท่องเที่ยว



ท่องเที่ยวชุมชนบ้านแม่ศึก แม่แจ่ม


ตำบลแม่ศึก เป็นตำบลหนึ่งของอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ศึกด้รับการยกฐานะจากสภาตำบลเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล ลงวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2539ตำบลแม่ศึก ตั้งอยู่บ้านนาฮ่อง หมู่ที่ 5 ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่สำนักงานมีระยะห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่แจ่ม มาทางทิศตะวันตกประมาณ 38 กิโลเมตรมีพื้นที่โดยประมาณ 678.46 ตารางกิโลเมตร โดยมีอาณาเขตติดต่อกับตำบลต่าง ๆ ดังนี้ทิศเหนือ ติดต่อกับตำบลแจ่มหลวง อำเภอกัลยานิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ทิศใต้ ติดต่อกับตำบลปางหินฝน, ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ทิศตะวันออก ติดต่อกับตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอแม่ลาน้อย อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอนลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชัน สลับซับซ้อนความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยปานกลางตั้งแต่ ๘๐๐ – ๑,๘๐๐ เมตร มีลำห้วยที่สำคัญ ได้แก่ลำห้วยแม่หยอด ลำห้วยปางเกี๊ยะ ลำห้วย แม่ออ ห้วยแม่น้ำเขียว ห้วยผาละปิ ห้วยผักกูด ห้วยแม่ราจีห้วยบง ห้วยแม่ละมา น้ำไหลลงสู่ลำน้ำ แม่หยอด ซึ่งไหลบรรจบแม่น้ำแม่แจ่ม บริเวณบ้านห้วยสบจอกจุดพิกัด UTM ๓๒๙๖๐๕ มีพื้นที่ราบเล็กน้อย ตามสองข้างลำห้วยต่างๆ และสองข้างลำน้ำแม่หยอดและอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเกือบทั้งพื้นที่ มีแม่น้ำแจ่ม แม่น้ำขุนแม่นายและแม่น้ำแม่หยอดเป็นสายหลักลักษณะภูมิอากาศ โดยปกติจะมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี ในฤดูหนาวอุณหภูมิอยู่ระหว่าง ๓ – ๒๐องศาเซลเซียส ฤดูร้อนอุณหภูมิอยู่ระหว่าง ๒๐ – ๓๐ องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปี อยู่ระหว่าง๑๘๐๐ – ๑,๙๐๐ มิลลิเมตร ลักษณะของป่าไม้ส่วนใหญ่เป็นป่าผลัดใบมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ในเขตภูมิอากาศฝนตกเกือบตลอดทั้งปีมีความชุ่มชื้นเป็นเวลานานสภาพพื้นที่โดยทั่วไปส่วนใหญ่จะเป็นป่าประเภทไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest)ป่าประเภทนี้มีต้นไม้ที่มี สีเขียว ชะอุ่มตลอดปี ไม่มีระยะเวลาผลัดใบที่แน่นอน เมื่อใบเก่าร่วงไปใบใหม่ก็จะผลิแตกออกมาแทนที่อยู่เรื่อย ๆ



การเดินทางท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวตำบลแม่ศึก เริ่มเดินทางวันแรกจากเชียงใหม่ในช่วงเช้า โดยใช้ถนนหมายเลข 108เส้นเชียงใหม่-หางดง มุ่งหน้าไปยังอำเภอหางดง หรือใช้เส้นทางหมายเลข 121 ถนนเลียบคลองชลประทานต่อเนื่องไปยังถนนเส้นเลี่ยงเมืองสันป่าตองหางดง โดยเส้นทางดังกล่าวจะสามารถเห็นทิวทัศน์ทุ่งนาช่วงบริเวณอำเภอหางดงและสันป่าตองที่สวยงามโดยการเดินทางจะมุ่งหน้าไปยังอำเภอจอมทองเพื่อเข้าสู่อำเภอแม่แจ่มในเส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์โดยระหว่างเส้นทางดังกล่าวมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจได้แก่วัดต้นเกว๋นซึ่งเป็นวัดโบราณและมีลักษณะรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบล้านนาที่งดงามรวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติได้แก่อุทยานแห่งชาติออบขานซึ่งมีเส้นทางเดินป่าชมธรรมชาติที่สวยงามรวมถึงลานกางเต็นท์ที่สะดวกสบายปลอดภัยเหมาะแก่การค้างแรมท่ามกลางธรรมชาตินอกจากนี้บนเส้นทางเลี่ยงเมืองสันป่าตองหางดงยังมีชุมชนแกะสลักไม้ของอำเภอสันป่าตองและวัดเก่าที่สวยงามตลอดสองข้างทาง จนกระทั่งถนนมาบรรจบกับถนนหมายเลข 108ที่อำเภอสันป่าตองอันเป็นเส้นทางมุ่งสู่อำเภอจอก่อนถึงตัวอำเภอจอมทอง เราเลี่ยวขวาเดินทางเข้าสู่เส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์ซึ่งทางขึ้นนี้จะมีร้านค้าและบริการมากมายเหมาะสำหรับแวะพีกผ่อนทางอาหารก่อนเดินทางต่อไปนอกจากนี้ยงมีฟาร์ออแกนิกชื่อ Small Farm ให้แวะเยี่ยมชมและถ่ายรูปก่อนเดินทางต่อดยเส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์นั้นเป็นเส้นทางคดเคี้ยวขึ้นภูเขาแต่มีสภาพเส้นทางที่ดีและปลอดภัย ซึ่งระหว่างทางจะมีทิวทัศน์ของป่าไม้และภูเขารวมถึงป่าสนที่ขึ้นตามที่สูงที่เพิ่มขึ้นให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับธรรมชาติและอากาศที่เย็นสบายโดยถนนมุ่งหน้าขึ้นสู่หมู่บ้านที่มีความน่าสนใจอีกสองแห่งอันได้แก่ บ้านแม่กลางหลวงและบ้านผาหมอน

หมู่บ้านแรกที่เราแวะเยี่ยมชมคือบ้านผาหมอน บ้านผาหมอน เป็นหมู่บ้านขนาดกลางตั้งอยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านแม่กลางหลวง ดอยอินทนนท์สิ่งที่โดดเด่นของบ้านผาหมอน คือ บ้านพักแบบส่วนตัว รีสอร์ทชุมชน (Bamboo Pink House)เป็นบ้านที่อยู่บนสันดอยมองเห็นทิวทัศน์สวยงามตกแต่งได้อย่างลงตัว ติดนาขั้นบันไดที่สวยงามและธรรมชาติที่แสนสงบและงดงาม รวมถึง แปลงดอกไม้เมืองหนาวที่ปลูกอยู่ท่ามกลางนาข้าวหากต้องการมาชมนาข้าวขั้นบันได บ้านผาหมอนช่วงสีเขียว ควรเดินทางมาช่วงกลางเดือนก.ย. – กลาง ต.ต.และช่วงสีทองคือ ช่วง ปลายเดือนต.ค. –ต้น พ.ย. หลังจากนั้นชาวบ้าน จะเก็บเกี่ยว



ในส่วนของที่พักที่น่าสนใจของบ้านผาหมอนที่แนะนำคือบ้านพัก Bamboo Pink Houseเป็นบ้านพักของชุมชนบ้านผาหมอนซึ่งชาวบ้านร่วมกันสร้างขึ้นมา ที่นี่มีความเป็นส่วนตัวค่อนข้างมากทราบมาว่ารับคณะนักท่องเที่ยวแค่เพียงชุดเดียวเท่านั้นไม่ว่าจะมีกี่คนก็ตามหากมีคนจองแล้วจะไม่รับกลุ่มอื่น จึงเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมที่พักถึงจองยากมากนักท่องเที่ยวที่มาพักส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติมามากกว่าคนไทย เดินสำรวจรอบบ้าน มีดอกไม้ ถัดมาในส่วนของบ้านแม่กลางหลวงเป็นหมู่บ้านตั้งอยู่ในหุบเขานาขั้นบันไดอันเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 3ตั้งอยู่ในหุบเขานาขั้นบันไดอันเป็นพื้นที่ลุ่มแม่น้ำชั้น 3 บนดอยอินทนนท์ในเขตการปกครอง ของ หมู่ 17 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่มีชนเผ่ากระเหรี่ยงอาศัยซึ่งล้วน เป็นกลุ่มชาติ พันธุ์กระเหรี่ยงในกลุ่มสะกอหรือยางขาวในภาษาราชการหรือที่รู้จักในชื่อ ปกาเกอะญอ หรือ คานยอ (Kanyaw) อันหมายถึงผู้มีความสมถะและเรียบง่าย บริเวณลุ่มแม่น้ำแม่กลางประกอบด้วยชุมชนย่อย 4 แห่ง คือ ชุมชนบ้านอ่างกาน้อย ชุมชนบ้านแม่กลางหลวง ชุมชนบ้านหนองหล่ม และชุนบ้านผาหมอน โดยมีจำนวนครัวเรือนในแต่ละกลุ่มบ้านประมาณ 60 - 80 ครัวเรือน


อุ่มเอิบ ร้านกาแฟแห่งแม่กลางหลวง

ในบรรยากาศของกระท่อมปลายนาริมลำธารและนาข้าวเขียวขจี เป็นอีกหนึ่งร้านกาแฟที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงแม่กลางหลวง กับมุมตกแต่งร้านและมุมจิบกาแฟที่กลมกลืนไปกับธรรมชาติชวนให้มานั่งเล่น ฟังเสียงนกเสียงไม้ พร้อมจิบเครื่องดื่มอุ่นในบรรยากาศเย็นสบายกลางหุบเขาของดอยอินทนท์ ชื่อร้านมีที่มาจาก “ความเขียวชะอุ่ม ขจี ของต้นไม้ในช่วงฤดูฝน ” และ “อิ่มเอิบ ของนักท่องเที่ยว ที่ได้มาสัมผัสกับธรรมชาติ สบายตา สบายใจ”


เดินศึกษาธรรมชาติน้ำตกผาดอกเสี้ยว

ดินป่าศึกษาธรรมชาติเรียนรู้ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการตามภูมิปัญญาท้องถิ่นศึกษาดูนกประจำถิ่นในเส้นทาง เดินป่าดอยหัวเสือ เส้นทางดูนกห้วยน้ำขุ่นและเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกผาดอกเสี้ยวสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่องรักจัง หลังจากการท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติของทั้งสองหมู่บ้านที่มีกิจกรรมที่น่าสนใจบนเส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์แล้วเราก็มุ่งหน้าสู่เส้นทางเข้าอำเภอแม่แจ่มต่อไป โดยเส้นทาง 1009 ขึ้นไปทางยอดดอยอินทนนท์จนกระทั่งเจอด่านตรวจจุดที่สองของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์พอเลยด่านมาเล็กน้อยจะเจอทางแยกเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหมายเลข 1192 เพื่อไปยังอำเภอแม่แจ่มโดยเส้นทางในช่วงดังกล่าวจะแคบลงและค่อนข้างคดเคี้ยวแต่สภาพเส้นทางดีและแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติและวิวมุมกว้างของป่าแม่แจ่มและวิวของยอดดอยอินทนนท์ ทำให้การเดินทางในช่วงนี้สามารถเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ของป่าไม้และธรรมชาติได้เป็นอย่างดีหลังจากเดินทางบนเส้นทางสาย 1009 ประมาณ 20 กิโลเมตรเราจะเจอทางแยกเลี้ยวขวาเข้าสู่หมู่บ้านนาขั้นบันไดที่สวยงามอีกหมู่บ้านหนึ่งนั่นคือ บ้านป่าบงเปียง


บ้านป่าบงเปียง ตั้งอยู่ในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านที่รายล้อมไปด้วยนาขั้นบันไดต้นข้าวโพด เป็นสถานที่เที่ยว ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวและบรรดาช่างภาพที่ชอบเก็บภาพความอุดมสมบูรณ์ของภูเขาและป่าไม้ หากมาในยามเช้าจะได้พบกับทะเลหมอกและแสงอุ่นยามเช้าแต่ถ้าหากมาช่วงเย็นสามารถชมพระอาทิตย์และแสงยามเย็นสวยๆที่ลอดผ่านก้อนเมฆมา กระทบกับหุบเขาที่เรียงรายการสลับซับซ้อนเป็นภาพที่งดงามยิ่งนักช่วงเวลาท่องเที่ยวมีหลายคำถามว่าเราควรเดินทางไปป่าบงเปียงในช่วงเดือนไหนดีสำหรับการท่องเที่ยวที่นี่ต้องบอกว่าแบ่งเป็น 3 ช่วง แล้วแต่ความ พึงพอใจของนักเดินทางและนักถ่ายภาพบางคนอยากชมบรรยากาศช่วงการดำนา คือ ในช่วงเดือนก.ค.-ส.ค. ซึ่งต้นข้าวยังเป็นต้นกล้าไม่เต็มพื้นที่ทำให้สามารถมองเห็นพื้นน้ำของท้องนาในช่วงเวลานี้เหล่าบรรดาช่างภาพบอกกันว่าแสงสีทองของพระอาทิตย์ จะสะท้อนกับพื้นน้ำก็จะได้ความงดงามไปอีกแบบแต่ถ้าอยากเห็นข้าวเขียวขจีเต็มท้องทุ่งช่วงเดือนก.ย. – ต้น ต.ค. จะเป็นอะไรที่สวยที่สุด

อยากได้สีทองของรวงข้าวก็มาในช่วงปลายเดือนต.ค.ปกตินักท่องเที่ยวที่มาป่าบงเปียงจะมาเที่ยวแบบไปกลับ คือ จะเน้นมาเก็บแสงสวย ในยามเย็นเพราะที่นี่ขึ้นชื่อว่าแสงเย็นสวยมากถ้าโชคดีก็จะได้เห็นเป็นลำแสงลอดผ่านก้อนเมฆมากระทบกับหุบเขาที่เรียงรายการสลับ ซับซ้อนเป็นภาพที่งดงามยิ่งนักหากมาในยามเช้าจะได้พบกับทะเลหมอกที่คลอเคลียอยู่ตามไหล่เขาแต่จะเจอมาก หรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละวันด้วย ถ้ามีฝนตกลงมาตอนกลางคืนก็มีโอกาสได้พบเห็นมากกว่าแต่หากอยากพบเห็นทั้งสองบรรยากาศ คือ แสงเย็นและทะเลหมอกก็แนะนำให้ค้างคืนซักคืนหรือใครไม่อยากค้าง เพราะที่พักอาจ ไม่สะดวกนักและมีน้อยก็พักแถวดอยอินนทนนท์หรือแม่แจ่มก็ได้คะแต่จะต้องนั่งรถกันถึง 2 รอบ จะเหนื่อยและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเช่ารถในกรณีที่ไม่มีรถกระบะโฟรวิวของตัวเอง สำหรับผู้ที่ต้องการค้างคืนที่ป่าบงเปียงมีโฮมสเตย์ให้บริการ

ริมนาข้าว โดยส่วนใหญ่ คิดราคาหัวละ 500 บาท รวมอาหารเช้า เย็นเหมือนกันทุกที่ บ้านพักที่ป่าบงเปียงทุกหลังไม่มีไฟฟ้าใช้ มีแต่เทียน เพราะฉะนั้นกรุณาเตรียมไฟฉายและชาร์ตแบตอุปกรณ์ต่าง มาให้พร้อมจากบ้านป่าบงเปียง เราเดินทางเข้าสู่อำเภอแม่แจ่มแม่แจ่มตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงใหม่่หลังดอยอินทนนท์ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 150 กม. แม่แจ่ม เป็นอำเภอเล็กๆ ในอ้อมกอดของ หุบเขามี วัฒนธรรมที่งดงามมีวิถีชีวิตอันเรียบง่ายในอดีตการเดินทางมาแม่แจ่มค่อนข้างลำบาก ถนนหนทางคดเคี้ยวไปตามไหล่เขาจนได้ถูกเรียกว่าเป็นเมืองลับแลในหุบเขา เมืองแม่แจ่มมีอดีตอัน ยาวนานมีผู้คนอาศัยจากหลาย เชื้อชาติแต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงรักษาไว้ก็คือ วัฒนธรรมและวิถีการดำเนินชีวิตของคนแม่แจ่มที่ยังคงเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยนัยยะตาม หลักพุทธธรรมคำสอนนอกจากความงดงามของวิถีชีวิตแล้วแม่แจ่มยังเป็นเมืองสงบและนิ่งไร้การปรุงแต่งมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ รวมทั้งวิถีชีวิตที่เรียบง่ายอีกทั้งวัดวาอารามเก่าแกอันทรงคุณค่าและสายน้ำแม่แจ่มที่หล่อเลี้ยงผู้คนการเดินทางเที่ยวตามสถานที่ต่างๆในเมืองแม่แจ่ม สามารถเช่ามอเตอร์ไซต์ขับชมบรรยากาศของธรรมชาติอันบริสุทธ์ได้อย่าง เต็มที่ ถนนหนทาง ในเมืองแม่แจ่มเป็นทางลาดยางอย่างดี ขับง่ายอัตรค่าเช่ามอเตอร์ไซต์ราคา 250 บาทต่อวันราคานี้รวมค่าน้ำมัน ข้างๆ โรงแรมแม่แจ่มจะมีที่สำหรับให้เช่ามอเตอร์ไซต์ หรือใช้บริการรถสองแถวนำเที่ยวสีเหลือง ท่องเที่ยวตามจุดท่องเที่ยวต่างๆที่น่าสนใจในอ.แม่แจ่ม


หลังจากมาถึงแม่แจ่มเราแวะทานอาหารข้างทางเพื่อความสะดวกและสัมผัสรสชาติอาหารของคนที่นี่ร้านแรกเราแวะที่ร้านก๋วยเตี๋ยวจันทร์สม ร้านตั้งอยู่ทางขวามือก่อนเข้าสู่ตัวอำเภอจุดเด่นของร้านอยู่ที่ก๋วยเตี๋ยวต้มยำหมูตุ๋นและเนื้อตุ๋นสูตรพิเศษจะทานแบบน้ำหรือแบบแห้งที่มาพร้อมกับน้ำซุปก๋อร่อยไม่แพ้กันรวมถึงน้ำเย็นๆที่เสิร์ฟมาในขันเงินเล็กๆสร้างจุดเด่นที่น่ารักให้แก่ร้านได้ไม่น้อยที่สำคัญคือสถานที่นั่งสบาย สะอาดและราคาไม่แพง



ขากลับจากวัดกองแขกมาอำเภอแม่แจ่ม ตามเส้นทางเราเดินทางผ่าน หมู่บ้านทอผ้าซิ่นตีนจกอยู่ห่างจากตัวอำเภอแม่แจ่มไปประมาณ 6 กิโลเมตร(ข้ามสะพานข้างที่ว่าการอำเภอแล้วเลี้ยวซ้ายตรงหมู่บ้านที่ 4-5 ต.ท่าผา ชาวบ้านที่ตำบลนี้นิยมทอผ้าซิ่นตีนจกกันมาก ซึ่งทำกันถึง150 ครอบครัว และแต่ละบ้านจะมีเครื่อง ทออยู่ใต้ถุนบ้านผลิตภัณฑ์พื้นเมืองชนิดนี้เป็นที่นิยมอย่างสูงเพราะมีความสวยสดงดงามและลวดลายที่ออกมามีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์รวมถึงมีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์จากผ้าตีนจกเพื่อให้ตรงกลุ่มความต้องการในการใช้งานและรสนิยมของลูกค้าช่วงวัยต่างๆ


หลังจากเที่ยวชมสถานที่น่าสนใจตามรายทางตั้งแต่เชียงใหม่ ดอยอินทนนท์รวมถึงบางส่วนของอำเภอแม่แจ่มแล้วในวันแรกเราจึงแวะพักกันที่ตัวอำเภอแม่แจ่มเพื่อเตรียมตัวเดินทางท่องเที่ยวในอำเภอแม่แจ่มส่วนที่เหลืออาหารเย็นวันนี้เราแวะทานอาหารที่ร้านลาบริมทางซึ่งอยู่ปากทางขากลับก่อนที่เราจะเข้าสู่อำเภอแม่แจ่มโดยร้านจะอยู่ติดริมถนนทางด้านซ้ายมือ อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารเมืองเหนือ โดยเฉพาะเมนูแนะนำคือลาบหมูคั่ว ลาบปลา แกงอ่อม และแกงฮังเลเป็นต้น ซึ่งจาการที่อาหารมีรสชาติที่ดีและบรรยากาศน่านั่งจึงเป็นที่นิยมของคนพื้นที่แม่แจ่มเช่นเดียวกัน


รุ่งเช้าวันต่อมาก่อนออกเดินทางเราเดินจากที่พักเพื่อมายังตลาดเช้าอำเภอแม่แจ่มซึ่งเป็นตลาดสดมีทั้งอาหารสด ขนม ของฝากและสำเร็จรูปขายในราคาย่อมเยาตลาดตั้งอยู่ข้างที่ทำการอำเภอติดกับแม่น้ำแม่แจ่มเมนูน่าสนใจที่ตลาดคือร้านกาแฟโบราณยกล้อและไข่ลวกไข่คนทานกับอาหารที่ซื้อในตลาดและนั่งชมบรรยากาศริมแม่น้ำยามเช้าถือเป็นเสน่ห์ที่จะพลาดไม่ได้ในยามเช้าเช่นนี้


หลังจากเดินชมสินค้าและจิบกาแฟนั่งชมบรรยากาศยามเช้าในตลาดสดอำเภอแม่แจ่มแล้วเราเดินต่อมาอีกนิดเพื่อหาร้านอาหารเช้าเพื่อเตรียมเดินทางยื้องตลาดสดมายังหน้าอำเภอฝั่งตรงข้ามกับสถานีตำรวจแม่แจ่มจะมีร้านก๋วนเตี๋ยวดั้งเดิมขอแม่แจ่มคือร้านก๋วยเตี๋ยวป้าออนที่มีทั้งก๋วยเตี๋ยวสูตรโบราณรวมถึงขนมจีนน้ำเงี้ยวรสเด็ดที่เหมาะกับการเป็นมื้อเช้าที่สำคัญนอกจากนี้จุดเด่นของร้านคือหม้อต้มเตาถ่านที่ต้มน้ำซุปให้ความร้อนตลอดเวลาเหมาะกับทานในช่วงเวลาเช้าๆที่อากาศเย็นสบาย


หลังจากทานอาหารเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาเริ่มเดินทางท่องเที่ยวสักการะวัดโบราณในพื้นที่แม่แจ่มเพื่อเป็นศิริมงคลและชมศิลปะสถาปัตยกรรมแบบล้านนาที่งดงามซึ่งยังคงรูปแบบที่มีความสมบูรณ์ท่ามกลางชุมชนที่ยังคงสืบสานวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามไว้ได้ในปัจจุบันสถานที่แรกที่เราไปเยี่ยมชมคือ วัดป่าแดด ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าผา สิ่งที่น่าสนใจ คือภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหาร ที่ค่อนข้างสมบูรณ์วาดโดยช่างแต้ม ชาวไทยใหญ่เป็นเรื่องพุทธประวัติและชาดก ต่างๆ วิหารหลังนี้สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างวัด เมื่อ ประมาณปี พ.ศ. 2400วัดป่าแดดเป็นวัดที่มีชื่อเสียงของเมืองแม่แจ่มวัดหนึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาเพราะได้รับการส่งเสริมประชาสัมพันธ์จากงานจุลกฐินประจำปีที่อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ได้ริเริ่มดำเนินการ โดยใช้วัดเป็นส่วนหนึ่งของงานพิธีตลอดจนการมีงานจิตรกรรมฝาผนังที่มีคุณค่าและยังมีสภาพดีอาคารวิหารวัดป่าแดดได้รับการบูรณะและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติแล้ววิหารวัดป่าแดด เป็นวิหารแบบล้านนาที่มีรายละเอียดของผัง และหลังคาที่แตกต่างออกไปคือลักษณะเป็นอาคารที่มีผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบยกเก็จคือมีการลดขนาดความกว้างของช่วงเสา หลังคาสองตับสามชั้น ไม่มีมุขหน้าเป็นระเบียงโถง และไม่มีมุขหลัง

ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวิหารล้านนาที่ต่างจากแบบภาคกลาง จิตรกรรมฝาผนังวัดป่าแดดเป็นศิลปะที่มีชื่อเสียงมากในเมืองแม่แจ่ม อายุประมาณ 150 ปี เขียนโดยช่างแต้ม ชาวไตใหญ่(ประเด็นนี้ยังเป็นที่สงสัย เพราะอักษรที่จารึกใต้ภาพเป็นอักษรล้านนาไม่ใช่อักษรไตใหญ่)ยังมีสภาพค่อนข้างดี เป็นภาพพุทธประวัติ เวสสันดรชาดกวิฑูรบัณฑิต นิทานพื้นบ้านจันทคาธฯสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวแม่แจ่มเมื่อ 100 กว่าปีก่อนทั้งในด้านการประกอบอาชีพกสิกรรมและการแต่งกาย รวมทั้งเป็นภาพเรื่องราวของพุทธประวัติและชาดกต่างๆ มีทั้งหมด 8 ภาพ


วัดต่อมาที่อยู่ใกล้เคียงกันคือ วัดยางหลวง เป็นวัดเก่าแก่ที่ใช้ชื่อตามชื่อผู้สร้างคือ “ยางหลวง”หรือชาวกะเหรี่ยง (คนล้านนาเรียก “ยาง”) ที่ชื่อ “หลวง” สร้างเมื่อ พ.ศ. 2026ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2038 เป็นวัดที่มีชื่อเสียงของเมืองแจ่มเพราะได้รับการส่งเสริมประชาสัมพันธ์จากงานจุลกฐินประจำปี ที่อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ได้ริเริ่มดำเนินการโดยใช้วัดยางหลวงเป็นจุดเริ่มต้นของงานพิธีและการได้รับการบูรณะซ่อมแซมอุโบสถการได้รับการสร้างวิหารหลังใหม่ ถวายเมื่อ พ.ศ. 2545ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมล้านนาที่สวยงามตลอดจนการจัดสร้างพระพุทธรูปไม้องค์ใหญ่เป็นพระประธานของวิหารหลังนี้อุโบสถวัดยางหลวงถูกกำหนดให้เป็นอาคารประธาน โดยตั้งอยู่ในแกนประธาน ตรงซุ้มประตูวัดลักษณะเป็นอาคารชั้นเดียวศิลปะล้านนา เครื่องไม้ ผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบยกเก็จ หลังคาสอบตับ สองชั้นและลดชั้นเฉพาะด้านหน้าตรงระเบียงมุขด้านหลังเป็นหลังคาชั้นเดียวการยกเก็จผังพื้นทำเฉพาะด้านหน้าสัมพันธ์ กับการลดชั้นหลังคาซึ่งลักษณะนี้เป็นรูปแบบเดียวกับวิหารวัดกองแขกเหนือต่างกันที่ระนาบหลังคาของอุโบสถวัดยางหลวงหลังนี้อ่อนโค้งตกท้องช้างต่างจากวัดกองแขกเหนือซึ่งระนาบหลังคาตรง


ปราสาทหรือกิจกูฏตั้งอยู่ภายในวิหารตรงบริเวณที่ประดิษฐานพระประธานเป็นปราสาทก่ออิฐฉาบปูน ตกแต่งลวดลายปูนปั้นศิลปะล้านนาพื้นเมืองแม่แจ่มที่ได้รับอิทธิพลพุกามผสมผสานกับเชียงแสนรูปแบบการสร้างปราสาทหลังนี้เป็นลักษณะพิเศษที่ไม่พบที่อื่นเพราะลักษณะการสร้างกู่หรือปราสาทในอาคารอุโบสถหรือวิหารนี้ มีปรากฏในวัฒ นธรรมล้านนาหลายแห่งแต่มีรูปแบบที่แตกต่างจากที่นี่ โดยทั่วไปรูปแบบการทำปราสาทในวิหาร มีอยู่ 2 ลักษณะ คือปราสาทพระประธานในวิหารโถง คือหากสร้างเป็นวิหารโถงหรือวิหารที่ไม่มีผนังก็มักจะสร้างปราสาทสำหรับประดิษฐานพระประธาน เช่น วิหารหลวงวัดพระธาตุลำปางหลวงอีกลักษณะหนึ่งคือสร้างเป็นวิหารปิดหรือวิหารที่ผนัง ก็จะสร้างปราสาทไว้ด้านนอกตั้งอยู่ชิดกับด้านหลังอาคาร มีช่องทางต่อกับภายในวิหาร พระประธานจะประดิษฐานอยู่ในปราสาทบ้างอยู่ในวิหารด้านหน้าปราสาทบ้าง เช่น วิหารลายคำวัดพระสิงห์ วิหารที่วัดปราสาทลักษณะการสร้างปราสาทไว้ภายในตัวอาคารปิดแบบอุโบสถวัดยางหลวงนี้จึงเป็นลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนวิหารแบบมีปราสาทของล้านนาทั่วไปงานปูนปั้นปราสาทพระเจ้านี้มีชื่อเสียงด้านความงดงามมาก มีรูปสัตว์หิมพานต์แบบต่างๆทำเป็นแบบนูนต่ำ นูนสูง และลอยตัวทั้งรูปนก นาค กินนร กินนรีและสิงห์ผยองซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างศิลปะพุกาม ลังกาและล้านนาเข้าด้วยกันโดยเฉพาะรูปสิงห์ผยองยืนกางเล็บเป็นศิลปะแบบลังกาที่หายากและไม่พบในที่อื่นๆ ปราสาทหรือกิจกูฏนี้เป็นสิ่งสำคัญตามความเชื่อของชาวเมืองแจ่มที่เชื่อกันว่าเป็นประตูสุ่สวรรค์ลักษณะระเบียงมุขหน้าของอุโบสถเป็นระเบียงโถงไม่ก่อผนังปัจจุบันมีการติดตั้งซี่ลูกกรงไม้ใช้เป็นทางเข้าหลักของอุโบสถและมีทางเข้ารองอยู่ด้านข้างทางทิศเหนือบันไดทางขึ้นสู่ทางเข้าทั้งสองแห่งตกแต่งราวบันไดเป็นแบบเดียวกันซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับราวบันไดที่วิหารวัดกองแขกเหนือ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเมืองแม่แจ่ม


จากนั้นเราจึงมุ่งหน้าขึ้นเหนือเพื่อเดินทางต่อไปยัง อบต.แม่ศึกแต่ก่อนที่จะออกจากอำเภอแม่แจ่มเรายังมีอีกสองวัดได้แก่วัดพุทธเอ้นและวัดต่อเรือที่เราจะแวะเยี่ยมชมวัดเอ้น หรือ วัดพุทธเอ้น สร้างเมื่อ พ.ศ. 2411 เดิมชื่อวัดศรีสุทธาวาส ได้รับวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 1สิงหาคม พ.ศ. 2533 คำว่า “พุทธเอ้น” มาจากคำว่าพุทธเอิ้น (ตะโกนบอก) ตามตำนานสมัยพุทธกาลกล่าวว่าพระพุทธเจ้าเสด็จพร้อมสาวกมา ณ บริเวณนี้ และเรียกให้สาวกนำน้ำมาถวายเสร็จแล้วทรงบ้วนพระโอษฐ์ลงบ่อน้ำ เกิดเป็นน้ำผุดออกจากใต้พื้นดิน และไหลออกมาไม่ขายสายชาวบ้านถือว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดจึงได้ชื่อ “วัดพุทธเอิ้น” และเพี้ยนเป็น “พุทธเอ้น” แต่ชื่อ “เอ้น” นี้อาจมีที่มาจากความหมายในภาษาพม่า ซึ่งแปลว่า “สระน้ำ” เพราะวัดนี้มีโบสถ์อยู่กลางสระน้ำวัดพุทธเอ้นเดิมชื่อว่าวัดศรีสุทธาวาสเอ้น เล่ากันว่าผู้สร้างคือ พระเมกุ มีครูบาติวิธะเป็นเจ้าอาวาสต่อมาสมัยครูบาเทพเป็นเจ้าอาวาสได้สร้างวิหารขึ้น และสมัยเจ้าอาวาสองค์ต่อมา คือครูบาปินตาได้สร้างโบสถ์น้ำขึ้น จนถึงสมัยพระอธิการกองจันทร์เป็นเจ้าอาวาสจึงได้ก่อพระธาตุเจดีย์ขึ้นเมื่อพ.ศ. 2540วิหารวัดพุทธเอ้นเป็นวิหารปิด เครื่องไม้ ชั้นเดียวขนาดกลาง

ลักษณะของผังและรูปทรงเป็นแบบล้านนา สกุลช่างเชียงใหม่ ผังสี่เหลี่ยมผืนผ้ายกเก็จ ทำหน้าหลังไม่เท่ากันซี่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของวิหารสกุลช่างนี้ หลังคาซ้อนชั้น ด้านหน้าสามชั้น ด้านหลังสองชั้นสอดคล้องกับผังและทำเป็นสองตับ ทิ้งชายคาต่ำ โดยเฉพาะหลังมุขหน้าที่ชายคาทิ้งต่ำ จนต่ำกว่าระดับศีรษะอันเป็นสัดส่วนเฉพาะวิหารล้านนาที่ภาคกลางไม่นิยมทำกันเดิมมีจิตรกรรมฝาผนังที่คาดว่าจะเขียนรุ่นเดียวกับวัดป่าแดด และอาจเป็นช่างคนเดียวกันมีช่องหน้าต่างขนาดเล็กบานเปิดเดี่ยว แบบล้านนาแต่การบูรณะเมื่อ พ.ศ. 2520 จิตรกรรมฝาผนังถูกเขียนใหม่เหลือให้เห็นของเดิมเพียงส่วนเล็กๆ เหนือประตูเล็กด้านหลังส่วนช่องหน้าต่างก็เปลี่ยนเป็นแบบภาคกลางตามที่เห็นในปัจจุบันพระธาตุวัดพุทธเอ้นเป็นทรงล้านนา คือทำเป็นเจดีย์ทรงกลมบนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมเน้นส่วนที่เป็นมาลัยเถาสามชั้น องค์ระฆัง เหลือเพียงองค์เล็กตั้งอยู่เหนือชั้นมาลัยเถาอุโบสถ์วัดพุทธเอ้นเป็นอุโบสถน้ำ คือเป็นอาคารตั้งอยู่กลางสระซึ่งเป็นรูปแบบอุโบสถที่หาดูได้ยากแล้วในปัจจุบัน คติการสร้างโบสถ์น้ำนี้ก็เพื่อใช้น้ำเป็น “เขตสีมา” หรือ“อุทกเขปปสีมา” กำหนดพื้นที่เฉพาะสำหรับการทำสังฆกรรมแทนการใช้ใบเสมาวางบนพื้นดินโดยรอบอุโบสถตามแบบวัดทั่วไปซึ่งสามารถกระทำได้ตามพุทธบัญญัติอุโบสถวัดพุทธเอ้นเป็นอาคารขนาดเล็ก เครื่องไม้ ทรงจั่วหลังคาชั้นเดียว สองตับเป็นอาคารทรงคุณค่าเพราะนับเป็นตัวแทนของรูปแบบศิลปกรรมแบบประเพณีที่หาดูได้ยากที่ชาวแม่แจ่มควรภูมิใจและอนุรักษ์ให้คงคุณค่าอยู่สืบไป


วัดสุดท้ายที่เราเยี่ยมชมในอำเภอแม่แจ่มได้แก่วัดต่อเรือ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2438 เป็นวัดประจำบ้านต่อเรือตามตำนานเล่าว่าชุมชนนี้เดิมชื่อบ้านตอเรือด้ชื่อนี้เพราะครั้งหนึ่งในอดีตกองทหารของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์หนึ่งไม่ปรากฏพระนามได้มาตัดไม้จำนวนมากเพื่อต่อเรือแพใช้เป็นพาหนะให้เจ้าหลวงฯ เมื่อกองทัพยกกลับเมืองเชียงใหม่ ไม้จึงเหลือแต่ตอจึงได้ชื่อว่า “บ้านตอเรือ” และเปลี่ยนมาเป็น “บ้านต่อเรือ” ในเวลาต่อมาจนปัจจุบันวิหารวัดต่อเรือเป็นวิหารขนาดเล็ก ทรงคฤห์ หลังคาชั้นเดียวสองตับ เรียบง่ายแบบพื้นบ้านประดับตกแต่งเพียงบริเวณหน้าบันไดด้านหน้า ด้วยการเขียนลวดลายประกอบกับไม้ฉลุลายประดับกระจกได้รับการบูรณะเมื่อ พ.ศ. 2555 – 2556วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2534



หลังจากที่เยี่ยมชมสถานที่สำคัญต่างๆในอำเภอแม่แจ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้วเราจึงมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ของ อบต.แม่ศึกตามเส้นทางหมายเลข 1088 โดยเส้นทางมีระยะทางประมาณ 36กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที ก็จะเข้าสู่พื้นที่ อบต.แม่ศึก ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน ความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยปานกลางตั้งแต่ ๘๐๐ – ๑,๘๐๐ เมตร มีลำห้วยที่สำคัญ ได้แก่ำห้วยแม่หยอด ลำห้วยปางเกี๊ยะ ลำห้วย แม่ออ ห้วยแม่น้ำเขียว ห้วยผาละปิ ห้วยผักกูด ห้วยแม่ราจีห้วยบง ห้วยแม่ละมา น้ำไหลลงสู่ลำน้ำ แม่หยอด ซึ่งไหลบรรจบแม่น้ำแม่แจ่ม บริเวณบ้านห้วยสบจอกจุดพิกัด UTM ๓๒๙๖๐๕ มีพื้นที่ราบเล็กน้อย ตามสองข้างลำห้วยต่างๆ และสองข้างลำน้ำแม่หยอดและอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเกือบทั้งพื้นที่ มีแม่น้ำแจ่ม แม่น้ำขุนแม่นาย และแม่น้ำแม่หยอดเป็นสายหลักโดยสถานที่ที่เรามาเยี่ยมชมเป็นที่แรกคือ บ้านนาฮ่อง ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ที่ทำการอบต.แม่ศึกด้วยเช่นกัน บ้านนาฮ่อง ตั้งอยู่ที่หมู่ 5 จาก 17 หมู่ของแม่ศึก สภาพทั่วไปของชุมชนพื้นที่อยู่อาศัย1500 ไร่ พื้นที่ทำการเกษตร 4250 ไร่ ทำนาปีละ 2 ครั้งพื้นที่ทำนา 1550 ไร่ พื้นที่ทำไร่ 2550 ไร่พื้นที่ทำสวน 150 ไร่ พื้นที่การเกษตรอื่น ๆ พื้นทีการเกษตรในเขตชลประทาน(เขตสูบน้ำด้วยไฟฟ้าคลองชลประทาน) 1000 ไร่ ป่าชุมชน1 แห่งจำนวน 2000ไร่ แหล่งน้ำสาธารณะ 1 แห่งผู้ใช้ 50 ครัวเรือน บ่อสาธารณะ 6 แห่ง จุดเด่นของบ้านนาฮ่องคือ การที่เป็นชุมชนเกษตรกรรมมีกิจกรรมทั้งด้านการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์รวมถึงกิจกรรมด้านวัฒนธรรมประเพณีของชาวกะเหรี่ยงและคนเมือง สภาพของหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กที่เงียบสงบ มีทิวทัศน์ของทุ่งนา ภูเขารวมถึลลำน้ำหยอดที่ไหลผ่านหมู่บ้านที่มีน้ำตลอดทั้งปีการสัญจรในชุมชนเป็นถนนคอนกรีตขนาดเล็กเหมาะแก่การเดินและการปั่นจักรยานชมทิวทัศน์ของชุมชนศักยภาพของบ้านนาฮ่องสามารถพัฒนาสู่การเป็นนาฮ่องโฮมสเตย์นักท่องเที่ยวสามารถพักในชุมชนปั่นจักรยานหรือเดินชมทิวทัศน์ชุมชน ที่นา ลำห้วย และป่าเขา ผลิตภัณฑ์และอาหารได้แก่ผ้าทอ ถั่งเน่าและอาหารพื้นเมืองที่นักท่องเที่ยวสามารถซื้อหาและปรุงเองได้ในพื้นที่มีโรงสีข้าวชุมชนที่สามารถก่อเกิดกิจกรรมลงที่นาสีข้าวทานเองอันจะเป็นจุดเด่นของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในรูปแบบของชุมชนนอกจากนี้การที่มีลำน้ำหยอดไหลผ่านชุมชนยังสามารถพัฒนาสู่กิจกรรมการล่องแพชมธรรมชาติจากบ้านนาฮ่องสู่พื้นที่อำเภอแม่แจ่ม



นอกเหนือจากกิจกรรมโฮมเสตย์บ้านนาฮ่องยังมีพื้นที่ที่สามารถพัฒนาเป็นศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวแม่ศึกศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน รวมถึงลานกางเต็นท์ ซึ่งเป็นพื้นที่ของ อบต.แม่ศึก ริมถนนสาย 1088ซึ่งสามารถปรับปรุงพื้นที่และขยายเพื่อรองรับกิจกรรมการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


จากหมู่บ้านนาฮ่องเดินทางต่อไปยังบ้านปางเกี๊ยะและบ้านปางอุ๋ง ระหว่างทางที่คดคี้ยวเราจะพบกับจุดแวะพักและร้านจำหน่ายสินค้าระหว่างทาง ซึ่งบริเวณนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่กิ่วลมยอดดอยสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของแม่ศึกที่งดงาม หากเดินขึ้นยอดดอยเตี้ยที่ทางขึ้นอยู่ไม่ไกลจากจุดจอดรถนักเราจะได้ชมวิวทิวทัศน์แบบ 360 องศาและลมเย็นให้บรรยากาศที่สดชื่น บริเวณนี้ชาวบ้านเรียกว่า เลเดหรือกิ่วผา หรืออีกชื่อหนึ่งที่ชาวบ้านรู้จักกันดีคือ กิ่วลิโพ เนื่องจากเป็นยอดบนหน้าผาสูงชันสามารถมองเห็นวิวได้ไกล เดิมเป็นเส้นทางหาของป่าของชาวบ้านสมัยก่อนเมื่อขึ้นมาต้องดื่มเครื่องดื่มชูกำลังลิโพ ทำให้พื้นที่นี้เต็มไปด้วยขวดลิโพปัจจุบันได้ทำการปรับปรุงพัฒนาให้มีทางขึ้นและเตรียมสร้างหอคอยชมวิวเพื่อรองรับการท่องเที่ยว


จากจุดพักรถกิ่วผา เราเดินทางมาอีกสักครู่ก็จะเข้าสู่หมู่บ้านห้วยบง ซึ่งหมู่บ้านดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มเชิงเขา มีลำห้วยคลองบงไหลผ่าน มีพื้นที่นาอยู่บริเวณที่ราบลุ่มส่วนบ้านเรือนนั้นสร้างอยู่บนพื้นที่เชิงเขาทำให้ทิวทัศน์ของหมู่บ้านห้วยบงมีความสวยงามและมีขนาดชุมชนที่เล็กแต่มีความสวยงามโดยบ้านห้วยบงมีจุดเด่นในเรื่องของภูมิปัญญาด้านสมุนไพรและการเป็นชุมชนปศุสัตว์แบบไม่พึ่งพาไฟเหมาะสำหรับกิจกรรมท่องเที่ยวเรียนรู้เชิงนิเวศน์และเกษตรไร้ควัน

ก่อนเข้าสู่พื้นที่บ้านปางเกี๊ยะมีจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ จุดชมวิวบ้านปางเกี๊ยะที่ตั้งอยู่ริมทางพื้นที่ดังกล่าวสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของบ้านปางเกี๊ยะได้อย่างชัดเจนและมีทุ่งดอกกระดาษที่ชาวบ้านปลูกไว้ ถือเป็นจุดแวะพักชมทิวทัศน์ที่สวยงามจุดหนึ่ง


หลังจากเดินทางผ่านหมู่บ้านปางเกี๊ยะเข้าสู่หมู่บ้านปางอุ๋ง เราแวะพักรับประทานอาหารที่ครัวริมทางซึ่งเจ้าของร้านเป็นชาวเขาเผ่าม้งปิดเป็นทั้งร้านค้าเพื่อเตรียมตัวซื้อหาเสบียงและอุปกรณ์เพื่อค้างแรมบนยอดดอยละเป็นร้านอาหารที่มีเมนูสำคัญที่พลาดไม่ได้คือข้าวไข่เจียวน้ำพริกอ่องสูตรถั่วเน่าและต้มจืดปิดท้ายด้วยแตงโมเย็นสดชื่น เหมาะกับอากาศที่เริ่มร้อนขึ้นในช่วงเที่ยง


หลังจากทานข้าวและเตรียมเสบียงอาหารเรียบร้อยแล้วเราจึงมุ่งหน้าไปยังโครงการหลวงบ้านปางอุ๋งเพื่อเยี่ยมชมและเรียนรู้กิจกรรมและกระบวนการพัฒนาพื้นที่ของโครงการหลวงในพื้นที่แม่ศึก ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปางอุ๋ง ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2522 ที่หมู่บ้านปางอุ๋งเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่ตั้งมานานกว่า 70 ปี อยู่ในเขต ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าม้งและกะเหรี่ยง ที่อพยพตั้งบ้านเรือนอยู่อย่าง กระจัดกระจายปลูกฝิ่นทำไร่เลื่อนลอยมานาน เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมายังหมู่บ้านปางอุ๋ง เพื่อเยี่ยมราษฏรชาวไทยภูเขาทรงมีพระราชดำริเรื่องชลประทานและแนะนำเรื่องอาชีพปลูกพืชชนิดใหม่ทดแทนฝิ่นส่งเสริมการทำการเกษตรถาวร เน้นการปลูกไม้ผลเมืองหนาว ปลูกพืชระยะยาวและพัฒนาปัจจัยพื้นฐานให้มีมาตรฐานทางสังคม ที่ดีขึ้น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปางอุ๋ง ตั้งอยู่คนละแห่งกับโครงการพระราชดำริปางตอง 2 หรือเรียกสั้นๆว่า ปางอุ๋ง ของจังหวัด แม่ฮ่องสอน เพียงแต่ชื่อคล้ายกัน


จากนั้นเราจึงเดินทางขึ้นสู่ยอดดอยพะตี่โต ซึ้งพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นเส้นทางลูกรัง รถเข้าถึงลำบากแต่พื้นที่ดังกล่าวมีการฝึกช้างและเป็นปางช้างขนาดเล็กซึ่งสามารถพัฒนาการสัญจรขึ้นยอดดอยโดยการนั่งช้างซึ่งเป็นจุกน่าสนใจที่สำคัญของพื้นที่นี้


หลังจากเดินทางมาถึงเชิงเขาดอนพะตีโตเราจึงได้สัมผัสกับวิวทิวทัศน์ของป่าไม้ของทั้งฝั่งแม่ฮ่องสอนและฝั่งของพื้นที่แม่แจ่มมองเห็นยอดดอยหมื่อก่าโด่ อยู่ไม่ไกลนัก ประวัติความเป็นมาของดอยหมื่อก่าโด่และดอยพาตี่โด่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นภูเขาและหน้าผาสูงชัน อยู่สูงจาก ระดับน้ำทะเล1927เมตรซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังไม่เปิดเป็นอย่างทางการ เป็นแหล่งที่ชาวบ้านในพื้นที่ได้อนุรักษ์ไว้ ดอยหมื่อก่าโด่อยู่ระหว่าง รอยต่อเขตอำเภอขุนยวมและเขตอำเภอแม่แจ่ม หมู่บ้านที่มีพื้นที่ติดกับดอยหมื่อก่าโด่คือบ้านหัวแม่ลาก๊ะ หมู่ที่8 และ บ้านแม่โกปี่ หมู่ที่ 2 ตำบลแม่ยวมน้อย อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอนส่วนเขตอำเภอแม่แจ่ม หมู่บ้านที่ติดกับดอยหมื่อก่าโด่คือบ้านแม่สะต๊อบ ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่มจังหวัดเชียงใหม่ ดอยหมื่อก่าโด่ยังอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ และ ยังมีสัตว์ป่า บางชนิด เช่น เก้ง กวางผา ลิง นกและ ชาวบ้านยังพบรอยเสืออยู่ ดอยหมื่อก่าโด่ ยังมีกุหลาบพันปีสีแดง กล้วยป่า กล้วยไม้ดินอีกหลายชนิดดอยหมื่อก่าโดะ ยังเป็นแหล่งดอยธรรมชาติ ยังมีสัตว์ป่า ที่หายากในประเทศไทยในปัจจุบัน เช่น กวางผาเลียงผา,เสือนกพยาไฟ,นกปรอทหัวโขนแก้มแดง และดอกกุหลาบพันปีสีแดง เป็นต้น


กิจกรรมที่พลาดไม่ได้เมื่อขึ้นมาถึงยอดดอยพะตีโตคือจุดชมวิว 360องศายอดดอยซึ่งเป็นทุ่งเฟิร์นสามารถมองเห็นภูเขาและป่าไม้ทั้งในฝั่งของแม่ฮ่องสอนและในฝั่งของแม่แจ่มบนยอดดอยนี้ยังสามารถเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้าและเป็นจุดชมดาวในตอนกลางคืนในส่วนของพื้นที่ราบเชิงยอดดอยจัดให้เป็นพื้นที่กางเต็นท์พักผ่อนเพื่อเตรียมเดินทางในเช้าวันต่อไป


ในตอนเช้าหลังจากเราเดินขึ้นยอดดอยเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นแล้วเราเดินทางต่อไปตามเส้นทางเดินป่าเพื่อชมธรรมชาติและป่ากุหลาบพันปีซึ่งเส้นทางเป็นทางเดินลงเขาระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรซึ่งเส้นทางมีการพัฒนาให้สามารถเดินได้อย่างสะดวกสบาย มีราวจับในช่วงของทางสูงชันเพื่อความปลอดภัยตลอดเส้นทางมีต้นไม้ใหญ่บังแดดให้ร่มเงาอากาศเย็นสบายหลังจากเดินลงสู่พื้นที่ราบด้านล่างดอยพะตีโตเราจะพบกับไร่สตอเบอรี่บ้านปางเกี๊ยะซึ่งเป็นไร่ผลไม้ของชาวเขาเผ่าม้งและได้รับการสนับสนุนจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปางอุ๋ง ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้นอกจากสตอเบอรี่แล้วยังมีเครปกูสเบอรี่ อะโวคาโด รวมถึงองุ่น ซึ่งเป็นผลไม้เมืองหนาวที่สามารถปลูกได้ดีในพื้นที่ในส่วนของไร่สตอเบอรี่ที่เราเดินทางมาถึง เราสามารถเดินชมและเก็บสตอเบอรี่ทานได้ตามใจชอบหรือสามารถเลือกซื้อสตอเบอรี่เกรดต่างๆในราคาส่งจากเจ้าของสวนได้


จากการเดินทางตลอดสามวันก็ถึงเวลาเดินทางกลับ ซึ่งระหว่างทางหลับในเส้นทางเดิมที่เดินทางมาเราแวะทานอาหารอีกครั้งที่อำเภอแม่แจ่ม บ้านน้ำแจ่ม เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ริมน้ำแม่แจ่มมีอาหารบริการที่หลากหลาย ที่สำคัญคือวิวของร้านอาหารที่สามารถมองเห็นคุ้งแม่น้ำแม่แจ่มได้อย่างชัดเจนเป็นการสร้างบรรยากาศในการรับประทานอาหารได้อย่างดี


หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมการเดินทางจุดหมายสุดท้ายที่เราแวะก่อนกลับเชียงใหม่คือตลาดม้งซึ่งตั้งอยู่ทางเส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์ระหว่างขากลับของเรา ซึ่งตลาดม้งแห่งนี้มีสินค้าทางการเกษตร ของฝาก และสินค้าพื้นเมืองต่างๆขายในราคาไม่แพงเหมาะสำหรับเลือกซื้อสินค้าและของฝากก่อนกลับสู่อำเภอเมืองเชียงใหม่


สรุปการเดินทงท่องเที่ยวเส้นทางบ้านแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม

About this listing

การท่องเที่ยวบ้านแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม เป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และเรียนรู้วิถีชุมชนที่มีทั้งคนเมืองรวมถึงชาวเขาเผ้าม้งและปกาเกอะญอ ทำให้วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และภูมิปัญญามีความหลากหลายรวมถึงพื้นที่บ้านแม่ศึกมีการทำการเกษตรที่เริ่มพัฒนาจากการทำไร่ข้าวโพดและการปลูกข้าวมาเป็นการทำการเกษตรแบบไม่พึ่งพาไฟ ลดการเกิดหมอกควันทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้วิถีความเป็นอยู่ของชุมชนการทำการปศุสัตว์และเกษตรเชิงอนุรักษ์ในรูปแบบต่างๆร่วมกับชาวบ้าน รวมถึงวัดวาอาราม โบราณสถานภูมิทัศน์วัฒนธรรมและวิวทิวทัศน์ของชุมชนท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ท่องเที่ยวพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติในหมู่บ้านเกษตรกรรมนาขั้นบันไดสัมผัสรสชาติอาหารพื้นถิ่น และวัตถุดิบที่ผลิตได้ในพื้นที่ไหว้สักการะวัดโบราณล้านนาในพื้นที่แม่แจ่ม ชมความงามทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมท่องเที่ยวตามเส้นทางชมธรรมชาติและน้ำตกที่สวยงามของอำเภอแม่แจ่มพักผ่อนท่องเที่ยวเชิงเกษตรไร้ควันแบบโฮมสเตย์หมู่บ้านนาฮ่อง ต.แม่ศึกจุดชมวิวป่าแม่แจ่มที่กิ่วผา พักผ่อนท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์สมุนไพรและปศุสัตว์ไร้ควันหมู่บ้านห้วยบงเยี่ยมชมศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปางอุ๋งเดินป่าดอยพะตีโต ขี่ช้าง กางเต็นท์นอนชมดาว ชมพระอาทิตย์ยามเช้าเก็บสตอเบอรี่ไร่สตอเบอรี่บ้านปางเกี๊ยะ ต.แม่ศึก

Package Details

อาหาร 3 มื้อ (เย็น 1 มื้อ เช้า 1 มื้อ กลางวัน 1 มื้อ) มัคคุเทศก์นําเที่ยวท้องถิ่นและวิทยากรท้องถิ่น ผู้อํานวยความสะดวกจากบริษัท โลเคิล อไลค์ ชุดปฐมพยาบาลและยาสามัญประจําบ้านเบื้องต้น กิจกรรมตามรายการท่องเที่ยว ประกันอุบัติเหตุตลอดการเดินทาง

Exclusion

ตั๋วเครื่องบินไปและกลับจังหวัดเชียงใหม่ ยาประจำตัว ค่าอาหารและเครื่องดื่มที่นอกเหนือจากรายการ บริการรถรับ-ส่ง