HAZE FREE THAILAND

อาชีพทางเลือกบนพื้นที่สูง : การปลูกกาแฟ

อาชีพทางเลือกบนพื้นที่สูง : การปลูกพลับ

อาชีพทางเลือกบนพื้นที่สูง : การปลูกเบบี้ฮ่องเต้

อาชีพทางเลือกบนพื้นที่สูง : การปลูกอะโวคาโด

อาชีพทางเลือกบนพื้นที่สูง : การปลูกฟักทองญี่ปุ่น

อาชีพทางเลือกบนพื้นที่สูง : การปลูกเสาวรส

อาชีพทางเลือกบนพื้นที่สูง : การปลูกมะเขือเทศ พันธุ์ โทมัส

อาชีพทางเลือกบนพื้นที่สูง : การปลูกเคพกูสเบอร์รี่

อาชีพทางเลือกบนพื้นที่สูง : การปลูกกุยช่ายขาว

อาชีพทางเลือกบนพื้นที่สูง : การปลูกโกโก้

เบบี้ฮ่องเต้ (Baby Pak-Choi)

เบบี้ฮ่องเต้ คือ ผักกาดฮ่องเต้ เป็นผักเศรษฐกิจอีกชนิดที่มีความต้องการสูง มาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นผักที่มีวิตามินสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินเอ วิตามินซี และยังมีธาตุอาหารพวกแคลเซียม และฟอสฟอรัสสูง ในปัจจุบันเริ่มมีความนิยมนำไปใช้ประโยชน์ทั้งใบและลำต้นเพื่อประกอบอาหาร นิยมนำมาผัดกับเนื้อสัตว์ ผัดน้ำมันหอย หรือต้มเป็นแกงจืด รสชาติหวาน และกรอบ สำหรับผู้ที่สนใจปลูกผักขาย เบบี้ฮ่องเต้น่าจะเป็นอีกตัวเลือกที่น่าลงทุน เพราะพืชระยะสั้นเสริมพืชหลักสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร 40,000 บาท/ไร่/ปี และคุ้มค่าในการลงทุน ในการเดินทางครั้งที่ได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง ต. บ้านปง อ. หางดง จ. เชียงใหม่ ในช่วยประสานงานติดต่อของสัมภาษณ์เชิงลึกของเกษตรกรเบบี้ฮ่องเต้ ในโรงเรือนซึ่งเป็นผักอินทรีย์ จุดเด่นของที่นี่คือ เป็นภูเขาและที่ราบเชิงเขา มีความสูงระหว่าง 650 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สภาพอากาศเอื้ออำนวยในการปลูกพืชผักหมุนเวียน ดินมีความอุดมสมบูรณ์

คุณน้ำฝน นาคประกอบ เกษตรกรเบบี้ฮ่องเต้

คุณน้ำฝน นาคประกอบ เกษตรกรเบบี้ฮ่องเต้ เล่าว่า ตนได้ประกอบอาชีพเกษตรกรมา 14 ปี แล้ว เดิมปลูกมะเขือม่วง ถั่วแขก ยอดซาโยเต้ และแรงจูงใจของการเลือกปลูกเบ้บี้ฮ่องเต้นี้ เพราะเมื่อ 5 ปีก่อนหน้านี้ได้รับข้อมูลการส่งเสริมจากโครงการหลวงทุ่งเริงว่า เป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง และพื้นที่ทุ่งเริงเหมาะสมอย่างมากในการปลูกเพราะเบบี้ฮ่องเต้ปลูกได้ดีในอุณหภูมิระหว่าง 20-25 องศาเซลเซียส จึงสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ทำให้มีรายได้ให้ทุกเดือน โรคน้อย ราคาดี สุขภาพดีเพราะเป็นพืชอินทรีย์ ที่สำคัญมีตลาดรองรับแน่นนอน โดยส่งให้โครงการหลวง 100 เปอร์เซนต์

โรงเรือนในการปลูกเบบี้ฮ่องเต้

สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมของการปลูกเบบี้ฮ่องเต้ คือ อุณหภูมิระหว่าง 20-25 องศาเซลเซียส สภาพดินควรเป็นร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ และอินทรีย์วัตถุสูง  ค่าความเป็นกรด–ด่าง คือ 6.0 – 6.8  ถึงแม้เบบี้ฮ่องเต้ จะทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดี แต่ก็ไม่ทนทานต่อความแห้งแล้ง เนื่องจากเป็นพืชอายุสั้น และเจริญเติบโตเร็ว ดังนั้นแปลงปลูกควรต้องมีความชื้นสูงประมาณ 60 – 80 % เป็นอย่างน้อย  และต้องการแสงแดดเต็มที่ตลอดทั้งวัน เพื่อการสังเคราะห์อาหาร เนื่องจากปลูกเบบี้ฮ่องเต้มา 5 ปี สามารถสร้างรายได้ให้ตนเองประมาณ 40, 000 บาท/ไร่/ปี ตนเองทำ 2 ไร่ (หักค่าต้นกล้า 1,800 บาท/ปี (ซื้อต้นกล้า 15 บาท/ถาด ใช้150 บาท/10 ถาด/ครั้ง ค่าปุ๋ยน้ำ 3,600 บาท/ปี/ไร่ ค่าพลาสติกคลุมดิน 2,200บาท /ปี ค่าแรงงานในการพรวนดินปรับสภาพดิน 9,600 บาท/ปี)

เบบี้ฮ่องเต้ในโรงเรือนที่พร้อมจะเก็บเกี่ยวอีก 2 อาทิตย์

สำหรับวิธีการปลูกเบบี้ฮ่องเต้ ก่อนปลูกให้ทำการเตรียมดินก่อนปลูก โดยการไถดินลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตรหรือขุดดินตากแดดอย่างน้อย 14 วัน เพื่อกำจัดโรคแมลงและวัชพืช คลุกปูนขาวอัตรา 0-100 กรัม/่ตร.ม. เก็บเศษวัชพืชออกจากแปลง และต้นกล้าได้ซื้อมาจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง 15 บาท/ถาด ใช้ 150 บาท/10 ถาด/ครั้ง และจะปลูกทุกเดือนตลอดทั้งปีในโรงเรือน)

การเตรียมดินลงต้นกล้า ใส่ปุ๋ยหมัก 1 กก./ตร.ม. พรวนดินให้ละเอียด ขึ้นแปลงกว้าง 100-120 เซนตริเมตร ระยะร่องห่าง 50 เซนติเมตร ปรับหน้าแปลงให้เรียบ และเมื่อลงต้นกล้าให้มีระยะปลูก ฤดูฝนและฤดูหนาว 25×20 เซนติเมตร ส่วนฤดูร้อน 20×20 เซนติเมตร และรดน้ำชุ่ม

เบบี้ฮ่องเต้ในโรงเรือนที่พร้อมจะเก็บเกี่ยวอีก 2 อาทิตย์

ระหว่างปลูก ด้วยการให้ปุ๋ย หลังจากลงต้นกล้าได้ 7 วันให้ใส่ปุ๋ยหมัก และอีก 3 วันต่อมาใส่ปุ๋ยน้ำ แล้วรดน้ำ ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามความจำเป็น และฉีดพ่นธาตุอาหารเสริม รดน้ำให้สม่ำเสมอ นอกจากนี้อาจทำการปลูกซ่อมต้นที่เสียหายภายใน 7 วัน หลังย้ายปลูก กำจัดวัชพืชทุก 15-20 วัน หลังย้ายปลูกและทำการถอนแยกให้เหลือ 2-3 ต้น ขีดร่องลึก 2 เซนติเมตร

การเก็บเกี่ยว ควรเก็บเกี่ยวหลังจากการย้ายกล้า 20-25 วัน อย่าปล่อยให้ต้นแก่เกินไป คุณภาพจะต่ำลง ตัดต้น เหนือระดับดินเล็กน้อย เด็ดใบเสียหรือใบเหลืองออก ควรเหลือใบนอกไว้ 2-3 ใบ ป้องกันความเสียหายระหว่างการขนส่ง หากผลผลิตเปียกควรผึ่งให้แห้งก่อนบรรจุส่ง ไม่ควรล้างผลผลิต เพราะจะทำให้เน่าเสียหายได้ง่าย เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วส่งจำหน่ายให้โครงการหลวง 10 เปอร์เซนต์ ซึ่งพืชอินทรีย์จะไม่มีเกรด

สำหรับข้อควรระวัง คือ ช่วงแล้งผลผลิตจะน้อยมาก ควรมีการเพาะกล้าและปลูกตลอดจนเก็บเกี่ยวให้ตรงกับระยะเวลาและพันธุ์นั้นๆ เพราะถ้ากล้าแก่เกินไป หรือเก็บผลผลิตช้าเกินไป มักจะได้คุณภาพและราคาต่ำ และโรคที่เกิดทางใบ เพลี้ยอ่อน หลังจากระยะปลูกตั้งต้น 21-28 วัน

ต้นทุนในการประกอบอาชีพนี้ ต้นทุนคงที่จะเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องต้นกล้า (ซื้อต้นกล้า 15 บาท/ถาด ใช้150 บาท/10 ถาด/ครั้ง) ค่าปุ๋ยน้ำ 3,600 บาท/ปี/ไร่ ค่าพลาสติกคลุมดิน 2,200บาท /ปี สำหรับต้นทุนแปรผันได้แก่ ค่าแรงงานในการพรวนดินปรับสภาพดิน 9,600 บาท/ปี ค่าเปลี่ยนหัวฉีดน้ำสปริงเกอร์ ค่าน้ำมันที่ต้องเดินทางจากบ้านมาแปลงเกษตรที่โครงการหลวงจัดเตรียม ค่าตัดหญ้า) และที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายคือ ทำปุ๋ยหมักเอง

ลักษณะของการใช้แรงงานจะมีทั้งการทำเองและจะจ้างแรงงานในการพรวนดินปรับสภาพดิน เหมาจ้างครั้งละ 200 บาท/แปลง เดือนละ 800 บาท รวมทั้งปี 9,600 บาท/ปี ถือว่าเป็นต้นทุนในการผลิตที่แปรผัน

สิ่งที่ถือว่าเป็น ปัจจัยแห่งความสำเร็จของคุณน้ำฝน คือ ความอดทน ความขยันหมั่นเพียรในการมาตรวจตราพืชพันธุ์ตลอดเวลา รวมทั้งการเรียนรู้ตารางการวางแผนการปลูกจากโครงการหลวงทำให้ได้ผลผลิตตรงตามเป้าหมายที่วางไว้

และเนื่องจากในภูมิภาคนี้ช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยวมักจะมีเรื่องการเกิดปัญหาไฟป่า ซึ่งคุณน้ำฝนได้เล่าให้ฟังว่า แถบพื้นที่นี้ไม่เกิดไฟป่าเพราะบริเวณโดยรอบเป็นหินผาและมีการจัดทำแนวกันไฟทุกปี จึงไม่มีผลกระทบด้านนี้

ข้อมลผู้ให้สัมภาษณ์

นาง น้ำฝน นาคประกอบ
เพศ หญิง
ที่อยู่ ต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ 50230
มีประสบการณ์การทำงาน 14 ปีการศึกษา ป. 4
ให้ข้อมูลวันที่ 21 ธันวาคม เวลา 14.00-15.30 น.

โกโก้  (Cacoa)

โกโก้ เป็นพืชเศรษฐกิจตัวหนึ่งที่น่าสนใจในตลาดประเทศไทย เนื่องจากให้ผลตอบค่อนข้างสูงและตลาดยังยังมีความต้องการมาก เกษตรกรที่ปลูกโกโก้ยังไม่แพร่หลายมาก เป็นพืชที่ปลูกและดูแลรักษาง่าย ที่สำคัญรายได้จากการปลูกโกโก้ หากเป็นผลสดรายได้ประมาณ 45,000 บาท/ปี/ ไร่ และเมล็ดตากแห้ง 75,000 บาท/ปี/ ไร่

คุณสมญา สอนวัฒนา เกษตรกรโกโก้

คุณสมญา สอนวัฒนา เกษตรกรโกโก้ เล่าว่า ตนได้ประกอบอาชีพเกษตรกรมาตั้งแต่จบปริญญาโทส่งเสริมการเกษตร จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันตนมีอายุ 38 ปี ทำเกษตรกรรมมากว่า 10 ปี โดยการปลูกข้าว และขายต้นไม้ประดับ และเริ่มสนใจในตัวโกโก้และศึกษาข้อมูลด้วยตนเอง และได้ทดลองปลูกได้ 5 ปีแล้ว และแรงจูงใจของการเลือกปลูกโกโก้ มีความสนใจส่วนตัว อยากทำงานวิจัยโกโก้และเมื่อสืบค้นข้อมูลพบว่าไม่ค่อยมี ผนวกกับประเทศไทยมีการนำเข้าโกโก้และมีเกษตรกรปลูกต้นโกโก้น้อย และไม่มีการส่งเสริมอย่างจริงจัง จึงอยากทดลองปลูกบนพื้นที่ตนเอง 2 ไร่ โดยนำพันธุ์มาจากจังหวัดชุมพร “ลูกผสมชุมพร 1” มีลักษณะประจำพันธุ์คือ รอบๆ โคนต้นเล็กกว่าพันธุ์อื่นๆและให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอกว่าพันธุ์ผสมทั่วๆ ไป มีความเด่นคือ ให้ผลผลิตเร็ว สามารถผสมพันธุ์ได้ทั้งวิธีผสมด้วยมือและปล่อยเองตามธรรมชาติหรือทั้งแบบคละ

ซ้าย เมล็ดกโก้ที่ตากแห้ง / ขวา ผลโกโก้สด

โดยตนทดลองปลูกโกโก้ แซมในพื้นที่ของตนเอง 1 ไร่ ได้ 50 ต้น ซึ่งโกโก้สามารถปลูกได้ทั้งเป็นพืชเชิงเดี่ยวและหรือเป็นพืชแซม เพราะต้องอาศัยร่มเงา ทั้งแบบชั่วคราว อาทิ กล้วย แคฝรั่ง กระถินยักษ์ ในช่วงแรกรุ่นหรือร่มเงาถาวร เช่น มะพร้าว สะตอ ฯลฯ หากมีการส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม และการพัฒนาอย่างมีระบบ ในอนาคตที่ไม่ไกลนัก โกโก้อาจก้าวขึ้นมาเป็นพืชที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจได้ และขณะนี้อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะปลูกได้ 3 ปีแล้ว ที่สำคัญมีตลาดรองรับและได้ราคาสูงจำหน่าย และตนเองก็เป็นผู้ผลิตและรับซื้อด้วย โดยให้ราคาผลสดจะได้ 5 บาท/กิโลกร้ม และเมล็ดที่ตากแห้ง 50 บาท/ กิโลกรัม สำหรับรายได้จากการปลูกโกโก้ หากเป็นผลสดรายได้ประมาณ 45,000 บาท/ปี/ ไร่ หากเป็นเมล็ดตากแห้ง 75,000 บาท/ปี/ ไร่ (หักค่าใช้จ่ายค่าขี้ค้างคาว 150 บาท/ ไร่ ค่าปุ๋ยเคมี 300 บาท/ไร่ ค่าแรงงานในการเก็บผลผลิต 3,600/ปี ค่าน้ำค่าไฟรวมประมาณ 1,000 บาท/ปี ค่าเปลี่ยนหัวสปริงเกอร์ 400 บาท (คิดราคา4000บาท/10ปี))

ลักษณะของผลต้นโกโก้ที่พร้อมในการเก็บเกี่ยวจะมีการออกผลในลักษณะติดที่ลำต้น

กิ่งที่เป็นตาที่พร้อมจะออกดอกจุดนี้

สำหรับวิธีการปลูก การเพาะเมล็ดโดยการเลือกเมล็ดจากผลแก่จัดคาต้น สมบูรณ์ คุณภาพดี ไม่มีโรคและแมลง ต้นแม่ให้ผลผลิตดกดี ออกดอกติดผลประจำทุกปี อยู่ในดงหรือสวนโกโก้ขนาดใหญ่เมล็ดไม่มีระยะพักตัว เมื่อได้มาจากต้นแล้วขยำเนื้อและเปลือกเหลือแต่เมล็ดใน ผึ่งลมแห้งแล้วนำลงเพาะในวัสดุเพาะทั่วไปได้ทันทีโดยให้ส่วนตายอดอยู่ด้านบนและตารากอยู่ด้านล่างเสมอทั้งนี้จะวางเมล็ดแบบแบนราบหรือตั้งขึ้นก็ได้ ภายใน 7 วัน รากจะงอกถ้าไม่งอกแสดงว่าเมล็ดนั้นใช้การไม่ได้ 

การเตรียมแปลง  ให้ขุดหลุมเพื่อปลูกมีความลึก 1 X 1 ฟุต ระยะปลูก 4 X4 เมตร กลบหลุมด้วยส่วนผสมของดินกับปุ๋ยหมักให้เข้ากัน นำต้นโกโก้ลงปลูกโดยใช้ไม่ไผ่เป็นหลักยึดและรดน้ำให้ชุ่ม หากปลูกได้ 80 ต้น เกษตรกร ควรปลูกอย่างน้อย 20 ไร่ เพื่อจะได้ผลผลิตที่คุ้มทุน

การเตรียมดินและอินทรีย์วัตถุ โดยใส่ปุ๋ยคอก (มูลวัวเนื้อ/นม + มูลไก่ไข่/เนื้อ/นกกระทา (แห้งเก่าข้ามปี) ปีละ 2 ครั้ง การคลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆเต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่มล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม และให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพหรือจุลินทรีย์ 1-2 เดือน/ครั้ง และสำคัญคือ การให้มูลค้างคาว 1-2 กำมือ/ต้น/3 เดือน

ระหว่างปลูก ช่วงระยะแรกให้หมั่นใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7 หลังจากติดลูกให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 1 ช้อนชา/ต้น และใส่ปุ๋ย 3-4 ครั้ง/เดือน ระบบน้ำจะให้ระบบฉีดสปริงเกอร์ สำหรับการให้น้ำในฤดูแล้งควรให้น้ำเป็นครั้งคราว ฤดูฝนควรระวังไม่ให้น้ำท่วมขังบริเวณโคนต้น

เตรียมต้นและตัดแต่งกิ่ง ปกติโกโก้ที่ปลูกจากเมล็ดจะเจริญเติบโตทางสูงเป็นลำต้นเดี่ยวๆโดยอายุต้น 1 ปี-1 ปีครึ่งหลังปลูกจะสูงประมาณ 1.5-2 เมตร จากนั้นจะหยุดการเจริญเติบโตทางสูงแล้วเจริญเติบโตทางข้าง มีกิ่งแขนงแตกออกทางข้าง 4-5 กิ่งเรียกว่า เรือนยอด จากนั้นก็จะแตกกิ่งกระโดงจากตาของกิ่งเรือนยอดเป็นกิ่งกระโดง เรียกว่า ชูพอน เมื่อชูพอนโตขึ้นก็จะสร้างเรือนยอดขึ้นมาอีก และตาของกิ่งเรือนยอดก็จะแตกกิ่งกระโดงออกมาอีก เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนต้นมีขนาดทรงพุ่มสูงและใหญ่

  • โกโก้ต้นที่ให้ผลผลิตแล้วให้ตัดแต่งกิ่งโดยตัดกิ่งแห้ง กิ่งเป็นโรค กิ่งชี้เข้าในทรงพุ่ม กิ่งไขว้ เพื่อให้ภายในทรงพุ่มโปร่ง แสงแดดและลมพัดผ่านสะดวก ต้นที่ความสูงน้อยกว่า 1.5 เมตรให้เลี้ยงกิ่งกระโดงที่เกิดใหม่ไว้ก่อน เพื่อให้สร้างเรือนยอดสำหรับเพิ่มความสูงให้แก่ต้น
  • ต้นที่สมบูรณ์มากๆ จะมีหน่อแทงออกมาจากโคนลำต้นเหนือผิวดินเล็กน้อย ถ้าต้นมีความสูงพอเพียงแล้วให้ตัดหน่อทิ้งไปทั้งหมดตั้งแต่เริ่มแทงออกมาโดยตัดให้ชิดเปลือกลำต้น แต่ถ้าต้นยังได้ความสูงไม่พอเพียงก็ให้คงหน่อที่แข็งแรงไว้ 1-2 หน่อ เพื่อให้เป็นลำต้นใหม่แล้วสร้างเรือนยอดต่อไป
  • หลังจากตัดยอดประธานเพื่อควบคุมความสูงหรือยอดประธานหักเองจะมีหน่อเกิดใหม่ที่ใต้รอยตัดนั้นให้บำรุงหน่อใหม่จนเป็นต้นสำหรับทดแทนได้
  • การริดกิ่งที่งอกออกใหม่ เพื่อความสมบูรณ์ของลำต้น และการออกดอกติดผล

ลักษณะของการใช้แรงงานจะทำด้วยตนเอง จึงเป็นการลดต้นทุนการผลิตได้อย่างดี

สิ่งที่ถือว่าเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของคุณสมญา คือ การเอาใจใส่ในการตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ได้ผลผลิตทุกปี รวมถึงการใส่ปุ๋ยหมัก สม่ำเสมอ เดือนละครั้ง แสงแดดส่องถึง 60 % รวมทั้ง การรดน้ำ 1 ครั้ง/อาทิตย์ สามารถใช้สปริงเกอร์ไดด้ โดยให้สโลแกนความว่า “น้ำ+ปุ๋ย+แดด” และอยากฝากให้ภาครัฐช่วยเหลือในเรื่องของการส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม และการพัฒนาอย่างมีระบบ ในอนาคตที่ไม่ไกลนัก โกโก้อาจก้าวขึ้นมาเป็นพืชที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจได้

และเนื่องจากในภูมิภาคนี้ช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยวมักจะมีเรื่องการเกิดปัญหาไฟป่า ซึ่งคุณสมญาได้เล่าให้ฟังว่า แถบพื้นที่นี้ไม่ค่อยเกิดปัญหาเพราะเป็นบริเวณตัวเมืองเชียงใหม่

ข้อมลผู้ให้สัมภาษณ์

นาย สมญา สอนวัฒนา
เพศ ชาย
ทที่อยู่ 172 หมู่ 16 ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ 50230
มือถือ 095-637-5105
การศึกษา ปริญญาโท
ให้ข้อมูลวันที่ 20 ธันวาคม เวลา 17.00-18.30 น.

เคพกูสเบอร์รี่  (Cape gooseberry) 

พืชพันธุ์ที่น่าสนใจในฤดูหนาวช่วงนี้คงหนีไม่พ้น เคพกูสเบอร์รี่ (Cape gooseberry) ที่ได้รับความนิยมอย่างมากของกลุ่มผู้รักสุขภาพ เพราะคุณประโยชน์มากมายที่อุดมด้วยทั้งวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา และวิตามินซี ช่วยป้องกันไข้หวัด ขณะเดียวกัน ยังเป็นแหล่งธรรมชาติที่ดีของสารต้านอนุมูลอิสระ ส่งผลให้มีความต้องการของตลาดสูงในการบริโภค และภาคเหนือของไทยเป็นภูมิภาคในการปลูกเคพกูสเบอร์รี่แหล่งผลิตรายใหญ่ที่สุดนี้ จึงเป็นที่มาของการไปพูดคุยกับเกษตรกรเคพกูสเบอร์รี่ ผนวกกับสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรถึง 40,000 บาท/ไร่/ปี ถือเป็นรายได้ที่งดงามในการปลูกทีเดียว

คุณสมญา สอนวัฒนา เกษตรกรโกโก้

ในการเดินทางครั้งที่ได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าโครงการขยายผลโครงการหลวงปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ในช่วยประสานงานติดต่อของสัมภาษณ์เชิงลึกของเกษตรกรเคพกูสเบอร์รี่ และมะเขือเทศ แหล่งผลิตพืชพันธุ์นี้มีจุดเด่นเชิงพื้นที่เพราะเป็นภูเขาและที่ราบเชิงเขา มีความสูงระหว่าง 800-1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สภาพอากาศเอื้ออำนวยในการปลูกพืชชนิดนี้ รวมทั้งการมีดินมีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง เพราะมีลักษณะร่วนซุย

ลักษณะของผลที่สมบูรณ์พร้อมเก็บเกี่ยว เปลือกห่อหุ้มผลข้างในสีเหลืองทอง

คุณเลาวือ โยชน์ยิ่งหทัยกุล เกษตรกรเคพกูสเบอร์รี่ เล่าว่า ตนได้ประกอบอาชีพเกษตรกรมาตั้งแต่อายุ 14 ปี ปัจจุบันตนมีอายุ 60 ปี มีการทำเกษตรพืชผักมานานแล้ว เช่น มะเขือส้ม กะหล่ำปลี มันฝรั่ง และแรงจูงใจของการเลือกปลูกเคพกูสเบอร์รี่นี้ เพราะได้รับข้อมูลการส่งเสริมจากโครงการหลวง ผนวกกับการปลูกพืชชนิดนี้ใช้งบในการทำทุนน้อย และอยากเปลี่ยนพืชพันธุ์เพราะที่ปลูกอยู่ใช้น้ำปริมาณมาก ขณะที่เคพกูสเบอรี่นี้ใช้น้ำน้อย เพราะเริ่มปลูกฤดูฝนเพียง 4-5 เดือนจะได้ผลผลิตเก็บจำหน่ายยาวต่อไปตลอดอายุการดูแลรักษา ทั้งที่พึ่งได้ทดลองปลูกเป็นปีแรก ผลผลิตที่ได้คุ้มทุนแล้ว ที่สำคัญมีตลาดรับซื้อผลผลิตที่ชัดเจนและได้ราคาสูงจำหน่าย 60 บาท/ กิโลกรัม

นอกจากนี้ เนื่องจากพื้นที่ปางน้ำฝนเหมาะสมอย่างมากในการปลูกพืช ชนิดนี้ เพราะมีแหล่งน้ำธรรมชาติพื้นที่หมู่บ้านปางหินฝน เป็นแหล่งต้นน้ำถึง 7 แห่ง ที่สำคัญคือ ห้วยปางหินฝน ซึ่งไหลลงไปตามลำห้วยต่างๆ ลงสู่แม่น้ำแม่แจ่ม มีฝายต้นน้ำจำนวน 20 แห่ง สร้างโดยหน่วยจัดการต้นน้ำปางหินฝน ทำให้สามารถใช้น้ำในการเกษตรและอุปโภคบริโภคได้ตลอดปี

เนื่องจากผลผลิตเคพกูสเบอร์รี่สามารถเก็บขายได้อย่างต่อเนื่องได้ทุกวัน เพราะเป็นพืชในตระกูล Solanaceae พวกเดียวกับพริก มะเขือ มะเขือเทศ โดยจะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่น แต่นิยมปลูกปีเดียวลําต้นสูง 0.90 – 1.8 เมตร กิ่งก้านแผ่กระจายออกเป็นพุ่มสี

ลักษณะกลีบเลี้ยงเปลี่ยนเป็นสีฟางข้าว ห่อหุ้มผลข้างในสีเหลืองทอง

ค่อนข้างม่วง ใบอ่อนนุ่ม รูปหัวใจ ยาวประมาณ 6 – 15 เซนติเมตร ตาดอกเกิดขึ้นตรงข้อกิ่ง ดอกสีเหลืองเข้ม มีจุดสีน้ำตาลม่วง 5 จุดที่โคนดอก กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ หลังกลีบดอกร่วง กลีบเลี้ยงสีเขียวจะหุ้มผลไว้จากนั้น 70 – 80 วัน กลีบเลี้ยงเปลี่ยนเป็นสีฟางข้าว ผลข้างในมีสีเหลืองทองจึงเก็บเกี่ยวได้ ขณะนี้เก็บผลผลิตมาได้ 2 เดือนแล้วได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าประมาณ 3.6 ตัน รายได้ประมาณ 207, 700 บาท/ปี/5 ไร่ (หักค่าใช้จ่ายค่าขี้ไก่ 1,100 บาท/20ถุง/5 ไร่ ค่าปุ๋ยเคมี 4,800 บาท/8ถุง/5 ไร่ ค่าแรงงานในการใส่ปุ๋ย 2,400/ปี)

สำหรับผลผลิตที่ได้จะนำมาคัดเกรดก่อนส่งจำหน่ายให้กับโครงการหลวง ซึ่งขนาดผลประมาณเหรียญ 10 บาท จะได้ราคากิโลกรัมละ 60 บาท ซึ่งต่อปีรายได้รวมของเกษตรกรที่ปลูกได้ประมาณ 3.6 ตัน รายได้ประมาณ 207, 700 บาท /ปี/5 ไร่ ซึ่งขณะนี้จำหน่ายให้เฉพาะที่โครงการหลวง 100 เปอร์เซ็นต์ และต้องเพิ่มกำลังผลิตมากกว่านี้เพราะตลาดมีความต้องการสูง

สำหรับวิธีการปลูกเคพกูสเบอรี่เริ่มปลูกในฤดูฝนในเดือนมิถุนายน ก่อนปลูกต้องเตรียมดินสำหรับเพาะกล้าต้องใช้ดินร่วนป่นทรายตากแดดไว้ประมาณ 15 วัน ในระหว่างนำดินตากแดดให้เตรียมเมล็ดพันธุ์ ซึ่งได้รับเมล็ดพันธุ์ฟรีจากโครงการหลวง การเตรียมเมล็ดพันธุ์มีวิธีการคือ การนำไม้จิ้มฟันมาเขี่ยเมล็ดลงในขันที่เตรียมไว้ประมาณ 50 ลูก  หลังจากนั้นทำการล้างเมล็ดในน้ำและนำมาพึ่งลมให้แห้ง และผึ่งแดดอย่างน้อย 2-3 แดด อาจจะ 2-3 วัน จนแห้ง หลังจากนั้นแช่น้ำ 1 ชม. ก่อนลงแปลงเพาะต้นกล้าซึ่งใช้เวลาประมาณ 2-3 อาทิตย์ เมล็ดจะแตกใบเลี้ยงออกมาประมาณ 3 ใบ ให้ทำการคัดแยกต้นกล้า ลงแปลงหลุมที่เตรียมไว้ โดยใส่เพียงต้นละหลุมเพื่อให้ราก สามารถโตได้อย่างเต็มที่จนออกผล ประมาณ 60 - 90 วัน ซึ่งการปลูกพืชพันธุ์นี้ง่ายมากใช้เวลาระยะในการเพาะต้นกล้าประมาณ 1 เดือนจึงนำต้นกล้าที่แข็งแรงเตรียมไปปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ได้เลย

การเตรียมหลักเพื่อประคองลำต้นและเพื่อสะดวกในการเก็บผลผลิต

ารเตรียมแปลง ให้ขุดหลุมเพื่อปลูกมีความลึก 30X50 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 70 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแปลง 1.5x1.5 เมตร แถวหนึ่ง 60 ต้น ก่อนนำกล้าลงปลูกรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยขี้ไก่ 1 ถ้วยต่อหลุม คลุกดินและถึงลงต้นกล้า ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0  (1 กำมือใส่ได้ 3 ต้น) กลบดินและรดน้ำพอประมาณ ระหว่างปลูก หลังจากนั้น 45 วัน ใส่ปุ๋ย 15-15-15 ปริมาณ 2 ถ้วยต่อหลุม (2 กำมือ/ต้น) ระยะนี้จะให้น้ำ 1 อาทิตย์ต่อครั้ง และ ระหว่างนี้ทำหลักเพื่อประคองลำต้นซึ่งจะมีลักษณะเป็นพุ่ม เนื่องจากพืชนี้เป็นพืชอวบน้ำจึงนิยมปลูกในฤดูฝน และมีการเตรียมน้ำประปาภูเขาอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้หมั่นกำจัดหญ้ารกที่โคนต้น ห้ามฉีดยาฆ่าหญ้าเพราะพืชชนิดนี้มีความไวต่อยาฆ่าหญ้าและอาจส่งผลให้ลำต้นตายได้

ดังนั้น ผลผลิตเคพกูสเบอรี่จะเริ่มออกดอกหลังจากปลูกประมาณ 2เดือน และเริ่มเก็บผลผลิตใน 4-5 เดือน

ซ้าย : ผลที่สามารถจำหน่วยได้มีเปลือกสวย ขวา : ผลที่ตกเกรด เปลือกมีเชื้อราขึ้น

หลังปลูก การดูแลลำด้นและให้น้ำ โดยไม่จำเป็นตัดแต่งกิ่ง จะทำให้ต้นสามารถออกผลผลิตได้ สามารถเก็บผลผลิตไปได้ตั้งแต่ 2-5 เดือน ถึงจะปลูกใหม่ได้ในฤดูฝนในปีถัดไป ถือว่า คุ้มทุนอย่างมากในการผลิต 1 ครั้ง/ปี

เทคนิคการปลูกเคพกูสเบอรี่ของคุณเลาวือ คือ ควรปลูกในเดือนมิถุนายนช่วงฤดูฝนเพราะเป็นพืชอวบน้ำ และข้อควรระวังเรื่องความชื้นอันเนื่องมาจากเมื่อผลของกูลเบอรี่ออกมาแล้ว อย่าให้ความชื้นสูงเพราะมีผลต่อกลีบเลี้ยงที่มีสีฟางข้าว อาจเกิดเชื้อรา และมีผลต่อราคาในการจำหน่าย ดังนั้นในการให้น้ำจะให้ตามทางเดินเพื่อให้รากดูดซึมน้ำเอง ห้ามใช้สปริงเกอร์ฉีดน้ำ นอกจากนี้ สภาพอากาศเย็นตลอดปีที่นี่เหมาะสมต่อการปลูก และส่งผลให้เคพกูสเบอรี่เมื่อโตเต็มที่มีรสชาติหวานและผลมีสีเหลืองอมส้ม หากมีสภาพอากาศร้อนส่งผลให้ผลสุกไวขึ้น เปลือกแห้ง ไว และรสชาติอาจไม่หวาน ผลมีสีเหลือง

ลักษณะของการใช้แรงงานในช่วงการการเพาะปลูก จะมีทั้งการทำเองและจะจ้างแรงงานในช่วงการใส่ปุ๋ย มีอัตราการจ้างงาน 300 บาท/วัน โดยใช้ 4 คนต่อครั้ง รวมทั้งปีจะใช้ 2 ครั้ง รวมค่าใช้จ่าย 2,400 บาท/ปี ถือว่าเป็นต้นทุนในการผลิต

สิ่งที่ถือว่าเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของคุณเลาวือ คือ การเอาใจใส่ในช่วงที่ผลผลิตออกดอกมาแล้ว รวมทั้งความขยันหมั่นเพียรในการมาตรวจแปลง ไม่ให้มีวัชพืชมาดูดน้ำเพราะพืชนี้อวบน้ำ ต้องกำจัดวัชพืชด้วยการใช้เครื่องตัดหญ้า (ห้ามใช้ยาฆ่าหญ้า เพราะพืชมีลักษณะใบเป็นขนจะดูดซึมยาฆ่าหญ้าได้ดี)

สำหรับปัญหาที่พบจากการประกอบอาชีพนี้มีอยู่ 2 ประเด็นที่สำคัญต้องระวังคือเพลี้ยแป้งและราน้ำค้างที่กระเปาะ หากเกิดเพลี้ยแป้งมีการแก้ไขคือ การถอดต้นและเผาทิ้งเพื่อไม่ให้เชื้อกระจายวงกว้าง และหากเกิดราน้ำค้างที่จะต้องมีวิธีเดียวคือ การพ่นยาที่ซื้อมาจากโครงการหลวง

และอยากฝากให้ภาครัฐช่วยเหลือในเรื่องของราคาผลผลิต เพราะบางครั้งหากเคพกูสเบอรี่ไม่ได้เกรดตามที่จำหน่วยให้โครงการหลวงจะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อในพื้นที่เลย ได้กิโลละ 70 บาท

ข้อมลผู้ให้สัมภาษณ์

นาย เลาวือ โยชน์ยิ่งหทัยกุล
เพศ ชาย
ทที่อยู่ 132 หมู่ 2 ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 50270
มีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 10 ปี เริ่มทำเกษตรตั้งแต่อายุ 14 ปี ปัจจุบันอายุ 60 ปี
มือถือ 095-637-5105
การศึกษา ป. 4 ให้ข้อมูลวันที่ 22 ธันวาคม เวลา 9.30-11.00 น.

อาชีพทางเลือก

สาเหตุหลักของหมอกควันคือการเผาไหม้บนหน้าดินซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดควัน สาเหตุหลักในการเผาหน้าดิน คือ การเผาพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อกำจัดวัชพืชและเป็นการเตรียมหน้าดินสำหรับการเพาะปลูกในฤดูฝนและการเผาป่าเพื่อหาของป่า ที่อาจทำให้เกิดการลุกลามของไฟป่าเป็นวงกว้างหากเป็นการเผาที่ขาดการควบคุม หรือจำกัดบริเวณ ดังนั้นการลดปัญหาหมอกควันอย่างยั่งยืน คือการลดพื้นที่การเผาด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานด้านเกษตรกรรม ด้วยการปรับเปลี่ยนเกษตรกรรมแบบพึ่งพาไฟ เป็นเกษตรกรรมที่ไม่พึ่งพาไฟ เช่น ป่าสร้างรายได้ นาแลกป่า หัตถกรรม การท่องเที่ยวชุมชนในรูปแบบของ homestay เป็นต้น ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงข้อมูลและหน่วยงานสนับสนุนการดำเนินงาน และความเชื่อมโยงกับตลาดยังเป็นปัจจัยที่จะทำให้อาชีพเสริมเหล่านี้ประสบความสำเร็จ ดังนั้น การเลือกนำอาชีพใดอาชีพหนึ่งไปปฏิบัติจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงปัจจัยเชิงพื้นที่ประกอบการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม โครงการประเทศไทยไร้หมอกควันได้รวบรวมอาชีพเสริมต่างๆ จากเกษตรกรตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงาน กล่าวคือ ไม่เป็นหนี้สินในการประกอบอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง และที่สำคัญมีความพึงพอใจในการประกอบอาชีพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรท่านอื่นๆ ที่กำลังมองหาทางเลือกในการประกอบอาชีพ เช่น การปลูกกาแฟ อะโวคาโด กุยช่ายขาว ฟักทองญี่ปุ่น พลับ เสาวรส เป็นต้น

กาแฟ(Coffea Arabica L.)

กาแฟอาราบิก้า เป็นพืชสวนอุตสาหกรรมที่มีความสําคัญทางเศรษฐกิจโลก มีประเทศมากกว่า 50 ประเทศ ปลูกกาแฟอาราบิก้าเป็นสินค้าส่งออก หรือประมาณ 70-75 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตกาแฟโลก เนื่องจากเป็นกาแฟที่มี รสชาติดี (Flavour) และมีกลิ่น (Aroma) หอมชวนดื่ม เจริญเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่บนที่สูงและมีอากาศหนาวเย็น จากสภาพที่เหมาะสมดังกล่าวจึงเป็นที่นิยมปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าชั้นดีในภาคเหนือของไทย
หมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อว่า "แม่กําปอง" ตั้งอยู่ในหุบเขาของกิ่งอําเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกแห่งหนึ่ง ที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมบนพื้นที่สูงจากระดับน้ําทะเลมากกว่า 1300 เมตร มีอากาศเย็นตลอดทั้งปีชาวบ้าน ที่นี่ใช้วิถีการปลูกกาแฟแบบธรรมชาติและปลอดสารพิษ ทําให้ผลผลิตกาแฟมีคุณภาพทั้งในด้านรสชาติและความ หอม และที่สําคัญรายได้จากการปลูกกาแฟอาราบิก้า เมื่อเมล็ดที่คั่วแล้วมีรายได้สูงสุดประมาณ 320,000 - 140,000 บาท/ปี/ ไร่ โดยเฉลี่ยประมาณ 230,000 บาท/ปี/ ไร่


พ่อหลวงธีรเมศว์ขจรรัตนภิรมย์ (พรมมินทร์พวงมาลา) เกษตรกรกาแฟ อาราบิก้าอดีตพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) ชุมชนบ้านแม่กําปองวัย 64 ปีเล่าว่า เริ่มต้น ปลูกกาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการปลูกต้นชาเมี่ยงมานานกว่า 20 กว่าปี แล้ว โดยการปลูกกาแฟอาราบิก้า สายพันธุ์คาร์ติมอร์เบอร์ 90/2 ไร่มีความหอม และรสชาติที่กลมกล่อม ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีลักษณะ ต้นเตี้ย ข้อสั้น ยอดสีเขียวใบ มีขนาดปานกลางมีความต้านทานโรคสูง ให้ผลผลิตที่สม่ําเสมอโดยทั่วไปนั้นจะ สามารถเก็บเกี่ยวได้ครั้งแรกภายหลังจากการปลูกราวสามปีโดยต้นหนึ่งจะให้ ผลผลิตได้ปีละเกือบ 2 กิโลกรัม

คุณ สมศักดิ์คีรีภูมิทอง
เกษตรกรกาแฟ


แรงจูงใจของการเลือกปลูกกาแฟอาราบิก้า ในอดีตเก็บเมี่ยง(ชา) จําหน่ายอย่างเดียวได้ราคาต่ํา เมื่อทดลองปลูกกาแฟอาราบิก้า ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากโครงการหลวงฯ ศูนย์ ตีนตกที่ได้เข้าริเริ่มแนะนําพันธุ์พืชต่างๆ อันเหมาะสมกับพื้นที่ถือเป็นการส่งเสริม อาชีพ พบว่าจําหน่ายได้ราคาสูงกว่า จึงสนใจปลูก รวมทั้งโครงการหลวง สนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์และส่งเสริมการพัฒนาแปรรูป ตําบลละ 1 ล้านบาททํา โรงคั่วกาแฟของชุมชน และได้ต่อยอดโดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้อย. เพื่อให้ พึ่งตนเองได้และจัดตั้งสหกรณ์ชุมชน เพื่อทําเป็นศูนย์เรียนรู้ในหมู่บ้านและ สหกรณ์ใช้เป็นที่แปรรูปของชาวบ้าน

บน เมล็ดกาแฟที่คั่วแล้ว ล่าง เมล็ดกาแฟสด

และช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตรอ 3- 5 ปีผลผลติที่ได้ช่วง 3-5 ปีนั้น อาจได้ ผลผลิต 1,600-700 กิโลกรัม/ปีหากต้นอายุ 5- 7 ปีผลผลิตจะลดลงอยู่ในช่วง 1,000-700 กิโลกรัม/ปีที่สําคัญมีตลาดรองรับและได้ราคาสูงจําหน่าย สําหรับ รายได้การปลูกกาแฟอาราบิก้า เมื่อเมล็ดที่คั่วแล้วมีสูงสุดประมาณ 320,000 - 140,000 บาท/ปี/ ไร่ โดยเฉลี่ย ประมาณ 230,000 บาท/ปี/ ไร่ (หักค่าใช้จ่ายค่าปุ๋ยอินทรีย์ 200-300 บาท/ ไร่)
    ทุกวันนี้บ้านกําปองสามารถผลิตเมล็ดกาแฟได้มากกว่า 5 ตันต่อปีภายใต้การทํางานของ “กลุ่มแปรรูป อาราบีก้าแม่กําปอง” ถือเป็นชุมชนพึ่งพาตนเองที่สร้างผลผลิตกาแฟแบบปลูกเอง คั่วเอง ไปจนถึงการบรรจุหีบห่อ และจัดจําหน่ายเองโดยสมาชิกในชุมชน "บ้านแม่กําปองของเรานั้น สามารถสร้างผลผลิตกาแฟที่มีคุณภาพดีได้ เพราะมีระดับความสูงและภูมิอากาศที่เหมาะสมกับการปลูกกาแฟชั้นเยี่ยมชาวบ้านใช้วิถีการเกษตรแบบธรรมชาติ ปราศจากการใช้สารเคมี" คุณธีรเมศร์ขจรพัฒนภิรมย์หรือพ่อหลวงพรหมมินทร์ประธานกลุ่มแปรรูปกาแฟอารา บิก้า บ้านแม่กําปอง วัย 64ปีกล่าว
    หมู่บ้านแม่กําปองทุกวันนี้เกือบครึ่งหนึ่งนั้นปลูกกาแฟในพื้นที่ของตน โดยมีการรวมกลุ่มกันทํางานอย่าง สามัคคีการปลูกกาแฟของที่นี่มักเป็นรูปแบบของการปลูกพืชแบบผสมผสาน ภายใต้ร่มเงาของต้นชาเมี่ยงที่ปลูก กันมาแต่ดั้งเดิม โดยฤดูการเก็บเกี่ยวกาแฟจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงธันวาคมของทุกปีคุณธีรเมศร์เล่าว่า หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วนั้น สมาชิกกลุ่มจะนําเมล็ดกาแฟมาแปรรูปในโรงคั่วกาแฟที่สร้างขึ้นโดย งบประมาณสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตําบล โดยทางสมาชิกจะมีการรวมกลุ่มกันซื้อขายโดยหลังจากหัก ต้นทุนกาแฟ ค่าเชื้อเพลิงในการคั่ว ค่าถุงกาแฟ ฯ ออกแล้ว ก็จะปันกําไรส่วนหนึ่งมาเป็นทุนดําเนินงานของกลุ่ม ก่อนที่จะจัดสรรรายได้สุทธิที่เหลือไปตามกําลังการผลิตของแต่ละครัวเรือนเป็นลําดับสุดท้าย
    สําหรับวิธีการปลูก เริ่มจาก การเพาะต้นกล้าโดยการเลือกเมล็ดสายพันธุ์คาติมอร์เพราะเป็นพันธุ์ที่เมล็ด ใหญ่และต้านทานโรคราสนิม (Coffee leaf rust) มีลักษณะต้นเตี้ย ข้อสั้น ผลผลิตสูงสม่ําเสมอ ดังนั้นต้นกล้าที่มี ขนาดเหมาะสมความสูงประมาณ 45-50 ซม. มีใบ 6-8 คู่สมบูรณ์แข็งแรง ผ่านการฝึกให้ทนทานต่อแสงแดดจัด และการขาดน้ําในเบื้องต้นแล้ว และที่เตรียมไว้กลบดินให้แน่น และใช้ไม้ปักกันลมโยกคลอน จึงควรปลูกต้นกาแฟ เดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม เป็นช่วงต้นฤดูฝน
    การเตรียมพื้นที่ก่อนปลูก ควรเตรียมพื้นที่ก่อนการปลูกโดยการกําจัดกิ่งไม้วัชพืช และเคลียร์พื้นที่ให้ เหมาะสม หากที่ปลูกลาดชัน ควรเลือกวิธีการปลูกแบบขั้นบันได
    การเตรียมหลุมปลูก ควรมีขนาดที่พอสมควรกับขนาดของต้นกล้า รองก้นหลุมก่อนการวางกล้ากาแฟลง ไปด้วยหินฟอสเฟส อัตรา 200 กรัม และผสมดินปลูกกับปุ๋ยคอมหรือปุ๋ยหมัก จะทําให้ต้นกล้ากาแฟพันธุ์อาราบิก้า ที่ท่าปลูกของแรง โดยระยะปลูก ระหว่างต้น-แถว 2x2 เมตร ขนาดหลุม ลึก 50x50 ซม. รองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟตหลุมละ 100 กรัม/หลุม และปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ 5 กิโลกรัม/หลุม นําต้นกล้าลงปลูกในหลุม

ระหว่างปลูก การใส่ปุ๋ย ในระยะที่กาแฟยังไม่ติดผล ควรใส่ปุ๋ย 46-0-0 เมื่อกาแฟเริ่มติดผลแล้ว (ปีที่ 4 เป็นต้นไป) ต้องใช้ปุ๋ย 15-15-15 ใช้หลักการคร่าวๆ คือ ใส่ 3 ครั้ง ในเวลา ต้น-กลาง-ปลายฤดูฝน ครั้งหนึ่งๆใส่ 30-150 กรัม (1-5 กํา มือ) ขึ้นอยู่กับ ปริมาณการติดผล และขนาดการเติบโตของลําต้น

ผลผลิตจะออกทางลําต้น

s

เทคนิคการใส่ปุ๋ยคือ
ช่วงปลายฝน ภายหลังใช้ปุ๋ยอินทรีย์เร่งต้นและใบ โดยให้กลุ่มธาตุอาหารหลักได้แก่ N P K
ต้นกาแฟอายุ 1-2 ปีสูตร 46-0-0 ในช่วงเดือนต้นฝนและปลายฝน
ต้นกาแฟอายุ 3 ปีขึ้นไป สูตร 15-15-15 ผสมยูเรีย ในช่วงเดือนสิงหาคมและตุลาคม การคลุมโคน ทุกครั้งหลังใส่ปุ๋ยต้องมีการคลุมโคนต้นด้วยฟางแห้งหรือหญ้าแห้งเพื่อไม่ให้ปุ๋ยถูกชะล้าง หรือระเหยสูญหายไป นอกจากนั้นเมื่อสิ้นสุดฤดูฝน ควรคลุมโคนให้หนาประมาณ 30 ซม. เพื่อรักษาความชื้นในดิน ทําให้กาแฟรอดตายพ้นฤดูร้อนได้
การให้น้ํา ควรให้น้ําในช่วงฤดูแล้งอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ในกรณีพื้นที่ปลูกไม่มีแหล่งน้ําให้ใช้เศษ วัชพืชหรือฟางข้าวคลุมบริเวณโคนต้นตั้งแต่หมดฤดูฝนโดยเฉพาะพื้นที่ปลูกกาแฟกลางแจ้ง
การตัดแต่งกิ่ง ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูก ดังนี้
กาแฟที่ปลูกกลางแจ้ง ควรใช้วิธีการตัดแต่งแบบให้มีลําต้นเดี่ยว เนื่องจากกาแฟที่ปลูกกลางแจ้ง จะติดผลมาก หากตัดแต่งให้มีหลายลําต้น ต้นจะโทรมเร็ว และมีโอกาสเกิดลักษณะอาการปลาย กิ่งแห้งตาย
กาแฟที่ปลูกภายใต้ร่มเงา ควรจะมีการตัดแต่งให้ต้นกาแฟมี 2 - 3 ลําต้น เนื่องจากกาแฟที่ปลูก ภายใต้ร่มเงาจะให้ผลผลิตน้อยกว่า แต่มีอายุการให้ผลผลิตสม่ําเสมอ และยาวนานกว่า
การจัดการร่มเงา พื้นที่บนที่สูงนอกจากจะมีสภาพอากาศหนาวเย็นและมีความเข้มของแสงแดดมาก จึง จําเป็นต้องอาศัยร่มเงาจากไม้บังร่มชนิดต่าง ๆ ได้แก่
1. ไม้บังร่มชั่วคราว ควรเป็นไม้โตเร็ว และเป็นพืชตระกูลถั่ว เช่น ทองหลางไร้หนาม แคฝรั่ง ขี้เหล็ก อเมริกัน ควรใช้ในระยะปลูก 4x6 หรือ 6x6 เมตร และปลูกหลายชนิดสลับกัน 2. ไม้บังร่มถาวร ควรเป็นไม้พุ่มใหญ่ ทรงพุ่มกว้างและให้ร่มเงาในระดบสูง เช่น ซิลเวอร์โอ๊ค พฤกษ์ ถ่อน กางหลวง ถั่วหูช้าง สะตอ เหลียง เป็นต้น ระยะปลูก 8x10 เมตร และควรปลกหลายชนิดสลับกันกับไม้บัง ร่มชั่วคราว

การเก็บเกี่ยวและการแปรรูป
การเก็บเกี่ยว กาแฟจะออกดอกหลังจากผ่านการกระทบ กับความแห้งแล้งและผ่านความชุ่มชื้นจากฝนหรือการให้น้ําแล้ว และจะพัฒนากลายเป็นผลจนสุก ซึ่งมีลักษณะสีแดงในเวลา ต่อมา การเก็บเกี่ยวผลผลิตจะต้องเก็บเฉพาะผลผลิตที่สุกที่มีสี แดงเข้มเท่านั้น ซึ่งจะประสบปัญหายุ่งยากพอสมควร เพราะ กาแฟบางพันธุ์จะมีผลที่สุกไม่พร้อมกันในช่อเดียวกัน จึงต้องระมัดระวังเพราะผลกาแฟที่แก่ ไม่สุก เมื่อนําไปแปรรูปจะทําให้กาแฟที่ได้มีคุณภาพที่ไม่ดีดังนั้นเพื่อความสะดวก ในการเก็บเกี่ยวเกษตรกรจึงมักใช้วัสดุที่เป็นแผ่น เช่น ตาข่ายตาถี่ปูใต้โคนต้นแล้วเก็บเฉพาะผลที่สุกร่วงหล่นลงมา บนตาข่ายแล้วค่อยรวบรวมเป็นต้นๆ ไป

ผลกาแฟที่พร้อมในการเก็บเกี่ยวต้องสีแดงเทานั้น

โดยกาแฟจะเริ่มติดดอกออกผลหลังจากปลูกไปแล้วประมาณปีที่ 3 และผลกาแฟจะเริ่มสุกประมาณเดือน พฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นกาแฟ และสภาพของพื้นที่ปลูก ผลกาแฟในแต่ละ ช่อจะสุกไม่พร้อมกัน ในการเก็บผลกาแฟให้เลือกเก็บเฉพาะผลที่สุกแก่มีสีแดงเท่านั้น ไม่ควรเก็บผลกาแฟที่ยัง อ่อนซึ่งมีสีเขียวหรือผลที่ไม่แก่จัดหรือใช้วิธีรูดทั้งกิ่ง เพราะจะทําให้ได้สารกาแฟคุณภาพต่ําสําหรับผลกาแฟที่เก็บได้ มีควรมีการคัดแยกคุณภาพ โดยผลกาแฟที่แก่จัดเกินไปซึ่งมีสีแดงเข้ม หรือผลที่แห้งคาต้นผลที่ร่วง หรือหล่นตาม พื้นควรเก็บแยกไว้ต่างหากจากผลกาแฟที่เก็บได้ในแต่ละครั้ง จากนั้นให้นําผลกาแฟทั้งหมดออกตากแดดเร็วที่สุด

คุณธีรเมศร์บอกเทคนิคว่า ควรจะเก็บเกี่ยวเฉพาะเมล็ดกาแฟที่สุกจัดสีแดงเต็มที่เท่านั้น จึงจะได้กาแฟที่ รสชาติดีโดยเมื่อเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟมาแล้ว ควรกระเทาะเปลือกออกด้วยเครื่องภายในวันรุ่งขึ้นเลย เพื่อไม่ให้ เปลือกเน่าเสีย อันจะมีผลต่อรสชาติและความสวยงามของเปลือกชั้นในหรือที่เรียกว่า ‘กะลากาแฟ' ด้วย จากนั้นก็ ให้แช่น้ําทิ้งไว้สองคืน เพื่อให้ล้างเมือกออกได้ง่าย โดยต้องล้างให้เหลือแต่กะลากาแฟ แล้วจึงนําไปตากแดดเป็น ขั้นตอนต่อไป ในการตากแดดนั้น ก็ต้องอาศัยความระมัดระวังอีกเช่นกัน เราไม่ควรตากกาแฟกับดินหรือคอกสัตว์ เนื่องจากเมล็ดกาแฟจะมีคุณสมบัติความไวในการดูดกลิ่น เมื่อนํากะลากาแฟมาตากแดดจนแห้งสนิท ราว 5-6 แดด ก็ให้นําไปเก็บไว้ในกระสอบ ซึ่งควรทิ้งระยะเวลาเก็บไว้อย่างน้อย 5 เดือนก่อนที่จะนํามาคั่ว แต่ไม่ควรเก็บไว้ นานเกิน 2 ปีเพราะจะทําให้คุณภาพเมล็ดกาแฟด้อยลง
พร้อมกันนั้นได้เล่าเทคนิคการคั่วเมล็ดกาแฟนั้นต้องควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ ใช้ความร้อนประมาณ 120 องศาเซลเซียส โดยทั่วไปอาจแบ่งเป็น 3 ระดับ ตามรสนิยมการดื่มกาแฟของผู้บริโภคปัจจุบัน เช่น การคั่วเมล็ด กาแฟแบบอ่อนให้ใช้เวลานาน 20 นาทีการคั่วแบบปานกลาง ให้ใช้เวลานาน 22นาทีและการคั่วแบบเข้ม ให้ใช้ เวลานาน 23นาทีเป็นต้น ทั้งนี้ระยะเวลาในการคั่วจะไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างเช่น อุณหภูมิหรือเมล็ดกาแฟ โดยประสบการณ์ของผู้ควบคุมการคั่วเป็นสิ่งสําคัญมาในขั้นตอนนี้หลังจากคั่วเสร็จแล้ว ก็ให้นํามาร่อนคัดเมล็ดทแตกหักออกอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะนําไปบรรจุหีบห่อ หรือถุงที่ป้องกันอากาศและความชื้น เพื่อรักษาคุณภาพ และ กลิ่นหอมของกาแฟไว้ให้ยาวนานที่สุด ก่อนที่จะนําออกจําหน่ายถึงมือคอกาแฟทั้งหลาย

การแปรรูป เก็บผลกาแฟที่สุกแล้วจึงนํามาเข้าเครื่องลอกเปลือกนอกออก นํามาหมักในบ่อด้วยน้ําที่ สะอาดประมาณ 24 - 48 ชั่วโมง ขัดเมือกและล้างด้วยน้ําสะอาด แล้วนํามาตากแดดบนลานซีเมนต์หรือบนแคร่ไม้ ไผ่ที่มีตาข่ายตาถี่วางอยู่ข้างบนประมาณ 7 - 10 วัน เมื่อเมล็ดแห้งจึงสีเอากะลาออก โดยใช้เครื่องสีกะลา จึงจะได้ สารกาแฟที่มีสีเขียวอมเทาหรือเขียวอมฟ้า
ดังนั้น การแปรรูปผลผลตกาแฟ ถือเป็นหัวใจสําคญต่อการผลิตสารกาแฟให้มีคุณภาพและรสชาติเปนที่ ยอมรับของตลาด ทั้งภายในและต่างประเทศ ที่ให้คุณภาพดี

คุณภาพของกลิ่นรสกาแฟ
ผู้ที่ผลิตกาแฟสดจําหน่ายต้องเข้มงวด
ควบคุมดแลู ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่
การเก็บเมล็ด การหมักการตาก การเก็บสาร
การคัดเกรดไปจนถึงการคั่ว การบรรจุผลิตภัณฑ์
"ที่มีปัญหาตอกลิ่นรสของกาแฟ"

ปัจจัยหลักที่ต้องวบคุทดูแลอย่างละเอียดทุกขั้นตอน เป็นเรื่องทตี่ ้องใชความละเอ ้ ียดออน่ และ ตองการความพ ้ ิถิพิถันเป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้มาซึ่งเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพดีที่สดุ และที่จะได้มาชึ่ง "มาตรฐาน กาแฟสด"
ดังนั้น การแปรรูปผลผลตกาแฟ ิ ถือเป็นหัวใจสําคญตั อการผล ่ ตสารกาแฟให ิ ้มีคุณภาพและรสชาติเปนท็ ี่ ยอมรับของตลาด ทั้งภายในและต่างประเทศ ที่ให้คุณภาพดี
ลักษณะของการใช้แรงงานจะทําด้วยตนเอง รวมทั้งการทําปุ๋ยอินทรีย์เอง จึงเป็นการลดต้นทุนการผลิตได้ อย่างดี
ตลาดที่รองรับสินค้ามีหลายเส้นทางมาก ส่วนใหญ่จะขายส่งให้พ่อค้าคนกลาง ร้านค้า โรงแรม ประมาณ ร้อยละ 90 ราคากิโลกรัมละ 350 บาท และผู้บริโภคเองเพียงแค่ประมาณร้อยละ 10 ในราคาขายปลีกกิโลกรัมละ 400 บาท โดยต้นทุนในการผลิตเมล็ดกาแฟขายนั้น มีต้นทุนจาก ค่าปุ๋ย ค่าแรงงานสําหรับการขุดเตรียมหลุม ลงต้น กล้า ตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย ที่ส่วนมากจะคิดเป็นรายวัน วันละประมาณ 300-500 บาท ต่อวัน และค่าเก็บที่คิดอัตราค่าจ้างเป็นน้ําหนักกาแฟที่เก็บได้กิโลกรัมละ 5-7 บาทต่อกิโลกรัม รวมทั้งที่ตนทําโฮมสเตย์ส่งผลให้ตลาดเดินมาหา เราขายทั้งปลีกและส่ง
การบริหารจัดการการต้นทุนและการกําจัดเศษซากพืชนั้น คุณธีรเมศร์ให้ความสําคัญกับการหลีกเลี่ยงการ ใช้สารเคมีและดูแลพื้นที่ในการปลูก เพื่อคงไว้ซึ่งสมดลทางธรรมชาติ
พ่อหลวงธีรเมศว์เล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า ตนได้ทําในสิ่งที่ถนัดและไม่ลําบากเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น จน ทําให้เกิดการแปรรูปและจําหน่ายเป็นธุรกิจ ซึ่งจําหน่ายทั้งราคาส่งและราคาปลีก พร้อมทั้งตนได้ใช้หลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง โดยใชส้ิ่งที่มีอยู่สร้างมูลค่าและธรรมชาติทึ่มีอยู่เป็นคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยว
ซึ่งการปลูกกาแฟอาราบิก้านั้น ถือเป็นการต่อยอดการสร้างรายได้และอาชีพส่งต่อไปยังลูกหลานในภาย ภาคหน้า เพราะตนเองมองว่า สิ่งที่ส่งเสริมในการประกอบอาชีพและการปลูกกาแฟได้อย่างยั่งยืนคือการ ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในมีคุณภาพและมีความหลากหลายมากขั้น รวมไปถึงการที่ทุกฝ่ายให้ ความร่วมมือกัน เห็นได้จากกันจัดตั้งสหกรณ์ภายในชุมชนเพื่อเกื้อหนุน และช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่ปัจจัยการ เพาะปลูก จนเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถค้าขายสร้างรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัว
ซึ่งที่ถือว่าเป็นปัจจัยแห่งความสําเร็จของพ่อหลวงธีรเมศว์คือ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งดีต่อสุขภาพ การเอาใจ ใส่เน้นคุณภาพของกาแฟ และการสร้างความหลากหลายและในอนาคตอาจจะทํากาแฟสําเร็จรูป
ปัญหาหรืออุปสรรคที่พบ โรคราสนิม และแมลงศัตรูกาแฟ เช่น เพลี้ยแป้ง /เพลี้ยอ่อน/ เพลี้ยหอยสี เขียว/ เพลี้ยหอยสีน้ําตาล และหนอนกัดเปลือกและเจาะลําต้น เป็นต้น ดังนั้นต้องเอาใจใส่ดูแลตั้งแต่การเพาะ เมล็ดจนถึงกระบวนการปลูกจนถึง 1 ปีแรกของต้นกาแฟ
นอกจากนี้การขาดแคลนแรงงานในการทํางาน ที่นอกจากจะจัดตั้งสหกรณ์แล้ว การชูจุดเด่นเรื่อง เอกลักษณ์ของหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยวด้วยมีปัจจัยของความหลากหลายที่ครบครัน ทั้งในแง่วิถีชีวิตของชุมชน และ ธรรมชาติที่งดงาม โดยสมาชิกหมู่บ้านกว่า 10 หลังคาเรือนได้ร่วมกันทําโครงการโฮมเสตย์ที่เน้นการท่องเที่ยวเชิง นิเวศน์ได้รับความนิยมมากทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเป็นการสร้างแรงจูงใจให้แก่ลูกหลานให้ กลับมาประกอบอาชีพที่บ้านเกิด รวมถึงเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงานได้ดีแนวทางหนึ่ง และ อยากฝากให้ภาครัฐช่วยเหลือในเรื่องกําหนดราคาไม่ขึ้นกับตลาด รวมทั้งการส่งเสริมในเรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์ (จาก กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์) และการพัฒนาอย่างมีระบบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของกาแฟต่อการเป็น พืชเศรษฐกิจได้
และเนื่องจากในภูมิภาคนี้ช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยวมักจะมีเรื่องการเกิดปัญหาไฟป่า หมู่บ้านแม่กําปองเองก็ เคยประสบปัญหาไฟป่า และหมอกควัน ผลกระทบคือ ใบเมี่ยงที่เป็นพืชหลักในการสร้างรายได้เมื่อหลายสิบปีก่อนมี ลักษณะคล้ายโรคราดํา ซึ่งมาทราบในภายหลังว่าโรคราดําที่ทุกคนเข้าใจนั้น แท้จริงคือเขม่าที่เกิดจะไฟป่า ที่จะเกิด ซ้ําๆ ในช่วงเดือนมกราคมของทุกปีเมื่อทราบเช่นนั้นแล้ว
แนวทางการแก้ไขของหมู่บ้านคือ การทําแนวกันไฟถึงแนวสันเขา ซึ่งตามลักษณะภูมิประเทศของหมู่บ้าน แม่กําปองคือ เป็นภูเขาล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน โดยหมู่บ้านจะช่วยกันทําแนวกันไฟโดยรอบ โดยเว้นแนวสันเขาที่เป็น เป็นแนวกันไฟธรรมชาติไว้ร่วมกับการขอความร่วมมือในการเฝ้าระวังและช่วยกันจับตาดูคนที่ต้องสงสัยในการจุดไฟ เผาป่า บนกติกาของหมู่บ้านในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้คุณธีรเมศร์ได้เสนอปัญหาไฟป่าและหมอกควันด้วยว่า หลายครั้งพบว่า ไฟป่าที่เกิดขึ้นเกิดจากการประกอบอาชีพ ดังนั้นอาชีพที่ไม่ต้องเผาและการหันมาปลูกพืชถาวร เพราะส่วนตัว ตนคิดว่าควรปรับเปลี่ยนแนวคิดและการประกอบอาชีพให้อยู่กับสมดุลธรรมชาติให้ได้น่าจะเป็น ทางออกของปัญหา ดังนั้น ทุกคนต้องช่วยกันดูแลผืนป่าเพราะเป็นแหล่งทํามาหากิน

ข้อมลผู้ให้สัมภาษณ์

พ่อหลวง ธีรเมศว์ ขจรรัตนภิรมย์ (พรมมินทร์พวงมาลา)
เพศ ชาย
ที่อยู่ 78/1 หมู่ 3 ต.ห้วยแก้ว อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ 50130
มีประสบการณ์การทํางานมากกว่า 20 ปี
การศึกษา ม.6 ให้ข้อมูลวันที่ 18 ธันวาคม เวลา 10.00-12.00 น.

กุยช่ายขาว (White Chinese Chive)

กุยช่ายขาว เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจในการสร้างมูลค่า จากเดิมเพียงการตัดใบขายเป็นกุยช่ายเขียว ที่ใช้กินกับผัดไท ทําขนมกุยช่าย ทําผักดอง และเมนูอื่นๆได้อีกมากมาย หรือปล่อยให้ออกดอกเก็บดอกขายใช้ นําไปผัดกับหมูกับเครื่องในก็แสนอร่อย การปลูกกุยช่ายง่ายเพราะ ปลูกครั้งเดียวได้ผลผลิตถึงสามอย่าง อีกทั้งยัง สามารถให้ผลผลิตได้หลายรุ่น ใช้เวลาในการปลูกแค่ 40 วันก็สามารถให้ผลผลิตได้แล้ว นับว่าเป็นพืชอีกตัวที่น่าจับ ตามองเลยทีเดียว ที่สําคัญรายได้จากการปลูกกุยช่ายขาว ประมาณ สัปดาห์ 2,500 บาท/ ไร่ ประมาณ 29,000 บาท/ปี/ ไร่ (มีรายได้ของเกษตรกร เดือนละ 10,000 บาท/4ไร่ หรือ 120,000 บาท/ปี/4 ไร่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย);

สามีคุณพรรณีคําศรีสม เกษตรกรกาแฟกุยช่ายขาว เล่าว่า เดิมทํางานรับจ้าง ทั่วไปและได้รับการส่งเสริมจากศูนย์โครงการหลวงปางดะ จึงทดลองปลูก ได้ ผลตอบแทนดีจึงปลูกกุ้ยช่ายขาวมา 15 ปีแล้ว โดยปลูก 4 ไร่ แรงจูงใจของการเลือก ปลูกกุยช่ายขาว เพราะมีตลาดรับซื้อแน่นอน โดยส่งโครงการหลวง 100% รายได้ดี ราคาสูงปลูกครั้งเดียว เก็บผลผลิตได้หลายรุ่น ลงทุนครั้งเดียว กําไรเป็นหลักแสน ซึ่ง รายได้จากการผลิตกุยช่ายขาวดีกว่ากว่าผลิตกุยช่ายเขียวอยู่หลายเท่าตัว แต่การผลิต กุยช่ายเขียวและขาวจะต้องทําสลับกันและในปัจจุบันกุยช่ายขาวเป็นที่ต้องการของ ตลาดมากและราคาสูงถึงกิโลกรัม 75 บาท ขณะที่กุยช่ายเขียวจําหน่ายได้กิโลกรัมละ 25 บาท

สามีคุณพรรณี คำศรีสม

กุยช่ายขาว มีลักษณะใบสีเหลืองอ่อน ถือเป็นผลผลิตที่ได้จากการตัดใบเหมือน กุยช่ายเขียว แต่ใช้วิธีการบังแสงแดด โดยวิธีการคลุมต้นด้วยวัสดุทึบแสง เพื่อไม่ให้ใบ สังเคราะห์และผลิตสารคลอโรฟิลด์ที่เป็นรงค์วัตถุสีเขียวเหมือนกุยช่ายเขียว ซึ่งจะใช้ เวลาการเก็บเกี่ยวน้อยกว่ากุยช่ายเขียว ผลผลิตที่ได้จึงมีสีเหลืองอ่อน ถือเป็นที่นิยมใน ตลาด เพราะให้รสหวานกรอบกว่ากุยช่ายเขียว สีสวยงาม ปราศจากโรค และรอยของ แมลง นิยมทําเมื่อเก็บเกี่ยวกุยช่ายเขียวหรือทําสลับแปลงกัน

ลักษณะของต้นกุยช่ายขาว

และช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตปลูกครั้งแรก 40 วัน แล้วสามารถทําการเก็บเกี่ยวได้ 2 – 3 ปีถึงจะรื้อทิ้ง โดยเฉลี่ยประมาณ 29,000 บาท/ปี/ ไร่ (มีรายได้ของตนเอง 116,000 บาท/ปี/4 ไร่) (หักค่าใช้จ่ายค่าปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 800 บาท/ ไร่ ปุ๋ยยูเรีย 200- 300 บาท/ ไร่ ค่าสปริงเกอร์ 240 บาท/ไร่ ค่าต้นกล้า 350 ต้น/แปลง ราคา 1,200 บาท/ไร่ (25 สตางค์/ต้น) ค่ากระถางและฝาครอบ 1,200 กระถาง/ไร่ (27 บาท แปลงใช้ 350 กระถาง/แปลง) ค่าจ้างขุดหัวเปลี่ยนแปลงใหม่ 180 บาท )
วิธีการผลิตกุยช่ายขาวและกุยช่ายเขียว
การเตรียมดิน นั้นจะทําการไถตากดนิ 15-20 วัน โดยการหว่านปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกไปด้วย จากนั้นตีดินให้ ร่วน แล้วยกแปลงให้พูนขึ้นเป็นเนิน เพราะกุยช่ายชอบความชุ่มชื้นแต่ไมชอบน้ำขัง คลุมพสาติก
เตรียมแปลง ขนาด กว้าง 90 ซม. 35 เมตร (1 ไร่ : 20 แปลง) เตรียมปุ๋ย คอก (ใช้แกลบผสมขี้วัวหรือขี้ไก่อัตราส่วน 2 : 1 กระสอบ) โดยขี้วัวราคา 25 บาท/ กระสอบ และ ขี้ไก่ 70 บาท/กระสอบ ซึ่ง 1 ปีจะใช้แกลบ 40 กระสอบและขี้วัว 20 กระสอบ /ปี/ไร่ (การเตรียมแปลงจะทํา 1 ครั้งมีอายุระหว่าง 3-6 ปี)

การปลูกกุยช่าย การปลูกกุยช่าย ใช้ระยะระหว่างต้นและระหว่างแถว 30 เซนติเมตร ระยะปลูก 30 X 30 ซม. อาจใช้วิธการขึงเชือกหรือใช้คราดตีตารางก็ได้ จากนั้นจะขุดต้นกุยช่ายมาแยกต้นออกโดยขุดลึกลงใต้ราก แล้วมาแยกต้น ตัดใบให้ เหลือประมาณ 5-6 เซนติเมตร แล้วนําไปปักดําตามระยะ ใช้หัวกุยช่ายฝังลงในแปลง 30 ต่อหลุม จากนั้นเอาฟางคลุมอีกทีเพื่อเก็บความชื้น รดน้ําอย่าให้มากเกินเพราะเน่า ง่ายแต่ก็อย่าให้แห้ง โดยเฉลี่ยรด 1 วัน/ครั้ง แล้วใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด เดือนละครั้ง สามารถสรุปได้ดังนี้คือ การปลูกกุ๊ยช่ายใหม่ 10 วัน รดน้ําทุกวัน และหลังจากนั้นอายุ 5 เดือน จะรดหมุนเวียน 2 วัน/ครั้ง และครอบด้วยกระถางดินเผารดน้ําทุกวัน 15 วัน (2 สัปดาห์) แต่ ห้ามใส่ปุ๋ย จะได้กุยช่ายขาว

ต้นกุยช่ายเขียว

เทคนิคการทํากุยช่ายขาว คือ หลังจากตัดกุยช่ายเขียวแล้ว จะใช้ กระถางดินเผาครอบ แล้วใช้สแลนคลุมพรางแสงอีกทีเพอลดความร้อนปล่อยทิ้งไว้ 10-12 วันก็จะสามารถตัดกุยช่ายขาวได้แล้ว
ระหว่างปลูก การดูแล แยกเหง้าปลูกกุยช่ายขาว มีขั้นตอนการ ดูแลดังนี้ – ให้น้ําวันละ 1 ครั้ง ทุกวัน ในช่วงเช้า – ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ปุ๋ยคอก 450 กก./ไร่ ในทุก 2 เดnอน /ครั้ง
หลังจากนั้น 3- 6 ปีรื้อแปลงปลูกใหม่ดูว่าจะรื้อแปลงตอนไหนก็ให้ สังเกตว่าถ้าต้นยังโตและสมบูรณ์ก็ยังไม่ต้องรื้อ ถ้าต้นเล็กไม่ค่อยสมบูรณ์ก็ รื้อปลูกใหม่กุยช่ายขาวใน 1 กอ จะมีน้ําหนักมากกว่ากุยช่ายเขียวเท่าตัว

ลักษระการขอบเพื่อทำกุ่ยช่ายขาว

ช่วงเก็บเกี่ยว สามารถเก็บเกี่ยวหลังจากย้ายปลูกโดยการแยกกอ 4 - 5 เดือน หลังจากเพาะกลา้ สามารถทําได้ดังนี้
1. ตัดต้นสีเขียวที่มีลักษณะสมบูรณ์
2. ครอบด้วยกระถางดินเผาประมาณ 2 สัปดาห์
3. เก็บเกี่ยวโดยการใช้มดหรือกรรไกรตัด แล้วนํามาตัดแตงปลายใบที่มีสนี้ําตาลออก
4. บรรจุในลังที่กรุด้วยกระดาษทั้ง 4 ด้าน แล้วเรียงเป็นชั้นๆแตละชั้นรองด้วยกระดาษอีกครั้ง
5. เก็บรักษาในที่ไม่มีแสง (คลุมด้วยกระดาษ หรอพลาสติก)

ต้นกุยช่ายขาวที่พร้อมเก็บเกี่ยว

ลักษณะของการใช้แรงงานจะทําด้วยตนเอง รวมทั้งการทําปุ๋ยอินทรีย์เอง จึงเป็นการลดต้นทุนการผลิตได้ อย่างดี
ตลาดที่รองรับสินค้าแน่นอน เพราะส่งให้โครงการหลวง 100 % คุณพรรณีเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า จากการทําอาชีพนี้พบว่า มีความมั่นคงในอาชีพมากทําให้สามารถทําอาชีพนี้มา 15 ปีแล้ว
สิ่งที่ถือว่าเป็นปัจจัยแห่งความสําเร็จคือ การขยันของการประกอบอาชีพเพื่อทําให้มีรายได้มั่นคง มีการ ลงทุนต้นกล้าจากโครงการหลวง (ต้นกล้าและกระถาง) ต้องปลูกบนพื้นราบ ไม่ใช่พื้นที่ชัน ช่วงของการเก็บเกี่ยวตัด แต่งเสร็จต้องเอาไปล้างน้ําก๊อกไหลผ่านต้นและผึ่งพดลม ั ที่สําคัญกุยช่ายขาวใช้น้ําปริมาณมากเหมาะกับพื้นที่มีน้ํา
ปัญหาหรืออุปสรรคที่พบ เชื้อราในดิน ทําให้ต้นเน่า (แก้ไขด้วยยาไตโคเดอร์ม่า)
และเนื่องจากในภูมิภาคนี้ช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยวมักจะมีเรื่องการเกิดปัญหาไฟป่า แต่พื้นที่บริเวณนี้ไม่ได้มี ผลต่อไฟป่า และการขอความร่วมมือสร้างความเข้าใจกับคนในหมู่บ้าน

ข้อมลผู้ให้สัมภาษณ์

นาง พรรณี คําศรีสม
เพศ หญิง อายุ 46 ปีมือถือ 085-625-1892
ที่อยู่ 104 หมู่ 4 ต.แม่สาบ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ 50250
มีประสบการณ์การทํางานมากกว่า 15 ปี
การศึกษา ม.6 ให้ข้อมูลวันที่ 21 ธันวาคม เวลา 15.00-17.00 น.

พลับ (Persimmon)

พลับ เป็นไม้ผลเมืองหนาวและเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สําคัญอีกชนิดหนึ่งที่ตลาดมีความต้องการสูง ซึ่ง มูลนิธิโครงการหลวงส่งเสริมให้เกษตรกรชาวเขาปลูกเป็นอาชีพอย่างแพร่หลาย สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพ พื้นที่บนที่สูง และมีสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น พื้นที่ที่เป็นดินร่วนปนทรายซึ่งมีค่าความเป็นกรดอ่อนๆ แต่เป็นพืช ที่ไม่ชอบอากาศที่หนาวจัดจนเกินไป จากสภาพดังกล่าวจึงเป็นที่นิยมปลูกมากในภาคเหนือของไทย ที่สําคัญรายได้ จากการปลูกพลับมีรายได้สุทธิประมาณ 439,800 บาท/ปี/30 ไร่ โดยเฉลี่ยประมาณ 15,000 บาท/ปี/ ไร่
ในการเดินทางครั้งที่ได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวงต. แม่แวน อ. พร้าว จ. เชียงใหม่ ในช่วยประสานงานติดต่อของสัมภาษณ์เชิงลึกของเกษตรกรพลับ จุดเด่นของที่น่ีคือ เป็นภูเขาและที่ราบ เชิงเขามีความสูงระหว่าง 650 เมตร จากระดับน้ําทะเลปานกลาง สภาพอากาศเอื้ออํานวยในการปลูกพืชผักหมุนเวียน ดินมีความอุดมสมบูรณ์

คุณพชร ธรรมารมณ์เกษตรกรพลับ เล่าว่า ตนทําเกษตรกรรมมากว่า 10 ปี โดยการปลูกพลับ สายพันธุ์ฟูยู ซึ่งเป็นสายพันธุ์พลับหวาน รสชาติหวานกรอบไม่ฝาด แม้จะเก็บมาจากต้นก็รับประทานได้เลย ผลมีลักษณะ ขนาดกลางจนถึงใหญ่ รูปร่าง กลมแบนสีแดงสดอมส้มคล้ายผลมะเขือเทศ มีรสหวานจัด แม้ว่าเนื้อผลจะยังคงแข็ง อยู่ ไม่มีเมล็ด ผลแก่ราวปลายเดือนกันยายน

คุณพชร ธรรมารมณ์เกษตรกรพลับ

แรงจูงใจของการเลือกปลูกพลับ ในอดีตปลูกผักได้ราคาต่ํา เมื่อทดลองนํา พลับจากโครงการหลวงมาปลูก จําหน่ายได้ราคาสูงกว่า และเป็นพืชที่เหมาะกับพื้นที่ ของตน ผนวกกับการปลูกพืชชนิดนี้ใช้งบในการทําทุนน้อย รวมทั้งโครงการหลวงสนับสนุนต้นกล้า
และช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตรอ 3- 4 ปีผลผลติที่ได้ช่วง 3-5 ปีนั้น อาจได้ผลผลิต 600 กิโลกรัม/ไร่/ปีหาก ต้นอายุ 5- 6 ปีผลผลิตจะเพิ่มขึ้น 1.2 ตัน/ไร่/ปีที่สําคัญมีตลาดรองรับและได้ราคาสูงจําหน่าย สําหรับรายได้การ ปลูกพลับ ประมาณ 500,000 บาท/ปี/30 ไร่ เมื่อหักค่าใช้จ่ายค่าแรงงาน 25,000 บาท/ปี/ ไร่ ค่าปุ๋ยอินทรีย์ 10,000 บาท/ ไร่ค่าสารเคมี 2,000 บาท/ปี/ ไร่ ค่าระบบน้ํา 25,000 บาท/ปี/ ไร่ จะมีรายได้สุทธิ 439,800 บาท/ปี/30 ไร่ โดยเฉลี่ยประมาณ 15,000 บาท/ปี/ ไร่
พลับเป็นไม้ผลเขตกึ่งร้อนชนิดผลัดใบ ทรงต้นขนาดใหญ่ มีการเจริญเติบโตดีทนต่อความแห้งแล้งได้ดี ลําต้นมีผิวหยาบกร้าน ขรุขระ สีนํ้าตาลแก่ ใบสีเขียวเป็นมันรูปหัวใจ ดอกคล้ายระฆังสีเหลืองอ่อน มีทั้งดอกตัวผู้ และดอกตัวเมีย ส่วนดอกกระเทยนั้นพบน้อยมาก ลักษณะผลมีหลายแบบเช่น กลม กลมแบน กลมยาวคล้ายรูปกรวยผลอ่อนมีสีเขียว ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เนื้อผลจะแข็งเมื่อสุกเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสี แดงส้ม เมล็ดสีนํ้าตาลแก่พลับบางชนิดก็มีรสฝาก บางชนิดก็มีรสหวาน

สําหรับวิธีการปลูก การเตรียมหลุมปลูก พลับขึ้นได้ดีในดินแทบ ทุกชนิด จึงไม่มีปัญหามากนักสําหรับการเลือกที่ปลูก ระยะปลูกที่เหมาะสม คือ 6 × 6 เมตร ควรขุดให้มีขนาดของความกว้างและยาวประมาณ ½ เมตร โดยขุดให้ลึกลงไปในดินประมาณ 1 เมตร แบ่งดินบนไว้กองหนึ่งดินชั้นล่าง ไว้อีกกองหนึ่ง นําปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก เทใส่ลงไปขนาดพอๆ กับกองดินบน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน หลังจากนั้นจึงค่อยเอาดินล่างกลบลงไปให้มีระยะ สูงกว่าปากหลุมเล็กน้อยนําต้นพลับที่ชําไว้ลงปลูก ช่วงการปลูกที่เหมาะสม คือ ต้นฤดูฝน

ต้นกล้าพลัมเตรียมลงแปลงปลูก

ระหว่างปลูก ด้วยการบํารุงรักษาต้น การใส่ปุ๋ย ควรแบ่ง 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกให้เมื่อพลับเริ่มออกดอก โดยให้สูตร 13-13-21 อีกครั้งหนึ่ง ให้ หลังจากเก็บเกี่ยวผลและตัดแต่งกิ่งแล้วโดยให้สูตร 15-15-15 สํา หรับ อัตราที่ใช้ก็แล้วแต่ขนาดและอายุของพลับ วิธีการให้ทํา โดยพรวนดินรอบ บริเวณทรงพุ่มตื้นๆ ไม่ต้องลึกแล้วโรยปุ๋ยรอบๆ หลังจากนั้นก็ให้นํ้าตาม บริเวณที่โรยปุ๋ยให้ทั่ว กลบดิน รดน้ำพอชุ่ม

ต้นพลับอายุ 1 ปี

การให้น้ํา พลับจะแตกตาและเริ่มเจริญเติบโตใหม่ในฤดูแล้ง คือ เดือน มีนาคมควรให้น้ําในฤดูแล้งบ้างจะทําให้ต้นพลับมีการเจริญเติบโต และการให้ผลผลิตดีขึ้น
การกําจัดวัชพืช ใช้วิธีการตัดหญ้าให้สั้นและคลุมโคนป้องกัน วัชพืชหรืออาจจะปลูกพืชคลุมดิน เช่น ถั่วต่างๆ ช่วยควบคุมวัชพืชและบํารุงดิน
คุณพชร เล่าเป็นวรจรของพลับว่า เมื่อเริ่มปลูกต้นพลับได้ 1-2 ปี ให้ทําการเสียบยอดพันธุ์หลังจากนั้น 3-4 ปีสามารถเก็บผลิตครั้งแรก ได้ ผลผลิตประมาณ 10-15 กิโลกรัม/ต้น ซึ่งช่วงเก็บผลผลิตจะใช้เวลา 1-2 เดือน หลังจากนั้นทําการตัดแต่งกิ่งและบํารุงต้น ท้ายสุดรอเก็บผลผลิตในปี ถัดไป ซึ่งผลผลิตในปีที่ 5 โดยเฉลี่ยประมาณ 30 กิโลกรัม/ต้น หากปลูก ระยะปลูก 6 X6 จะได้ 40 ต้น/ไร่ ได้ผลผลิต 1.2 ตัน/ไร่
การตัดแต่งกิ่ง ทําในฤดูหนาว ช่วงที่ต้นพลับพักตัวในเดือน ธันวาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์

การเก็บเกี่ยว พลับจะให้ผลผลิตจนถึงระยะเก็บเกี่ยวได้แตกต่างกนั ไปตามสายพันธุ์และสภาพของพื้นที่ที่ใช้ปลูก ซึ่งในประเทศไทยมักอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ลักษณะผลที่เก็บเกี่ยวได้จะเป็นผลแก่จัดที่มีผิวผลสีเหลือง เก็บเกี่ยวโดยใช้กรรไกรที่คมและสะอาดตัดบริเวณขั้วผลให้หลุดจาก กิ่ง จากนั้นตัดขั้วผลให้สั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ทิ่มแทงผลอื่นเสียหาย และให้ส่วนของกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่ผลด้วย ระมัดระวังไม่ให้ผลมีรอยตําหนิหรือบอบช้ํา เพราะนอกจากจะไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแล้ว ยังทําให้เก็บรักษาไว้ ได้ไม่นานอีกด้วย เนื่องจากเชื้อราจะเข้าทําลายทําให้ผลเน่าเสียได้ง่าย

ลูกลพับที่พร้อมเก็บเกี่ยว

ลักษณะของการใช้แรงงานจะมีทั้งทําด้วยตนเอง และจ้าง โดยจ้างคนงานทั้งตัดหญ้าและใส่ปุ๋ย ส่งผลให้ ต้นทุนเพิ่มในการผลิต แต่มีวิธีการลดต้นทุนด้วยการจัดการใช้เครื่องทุนแรงทดแทนแรงงานในการขนส่งในสวน

ตลาดที่รองรับสินค้ามี 2 ทางคือ ส่งให้กับโครงการหลวงเพียง 10 % (ราคา จําหน่ายประมาณ 15-28 บาท/กิโลกรัม) และส่งให้กับตลาดทั่วไปถึง 90 % (ราคา จําหน่ายประมาณ 10-20 บาท/กิโลกรัม) ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ผลผลิตไม่ได้เกรด คุณภาพของโครงการหลวง

ลูกพลับสุกที่พร้อมรับประทาน

ปัจจัยแห่งความสําเร็จของคุณพชรคือ การมีใจรัก ชอบในสิ่งที่ทํา และการ เอาใจใส่ ส่งผลให้มีความสุขในการทํา นอกจากนี้การปลูกพลับมีต้นทุนที่ต่ํา และมี การจัดการที่ง่ายที่สําคัญใช้น้ําน้อย และพื้นที่ปลูกต้องสูงจากระดับน้ําทะเล 800 - 1,000 เมตรขึ้นไป ปลูกได้ดินทุก ประเภทและที่เหมาะสม คือ ดินร่วนปนทราย พื้นที่ปลูกไม่ควรมีลมแรงเพราะจะทําให้ผิวผลพลับมีตําหนิ
ปัญหาหรืออุปสรรคที่พบ ในภาพรวมปัจจุบันผลผลิตพลับมีมากขึ้นตามท้องตลาด ส่งผลให้ตลาดรับซื้อ น้อยลง และมีการแข่งขันเพิ่มขึ้น และตนคิดว่าแนวทางในการแก้ไขคือ การเพิ่มช่องทางการขายและเพิ่มคุณภาพ ของผลผลิตเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันได้และอยากฝากให้ภาครัฐช่วยเหลือในเรื่องของราคาผลผลิต เพราะ บางครั้งหากลูกพลับไม่ได้เกรดตามที่จําหน่วยให้โครงการหลวงจะต้องนําไปขายเองที่ตลาดในอําเภอพร้าว และใน เรื่องของการให้องค์ความรู้จากหน่วยงานของรัฐแก่เกษตรกร
และเนื่องจากในภูมิภาคนี้ช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยวมักจะมีเรื่องการเกิดปัญหาไฟป่า ซึ่งคุณพชรได้เล่าให้ฟัง ว่า ได้ทําแนวกันไฟรอบสวน พร้อมกับร่วมมือในชุมชนเฝ้าระวัง รวมทั้งการร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ ดังนั้นทกคนต ุ ้องมีส่วนร่วมในการช่วยกันป้องกันทั้งภาครัฐ เอกชนและชาวบ้าน

ข้อมลผู้ให้สัมภาษณ์

นาย พชร ธรรมารมณ์
เพศ ชาย
ที่อยู่ 79 หมู่ 8 ต. แม่แวน อ. พร้าว จ.เชียงใหม่ 501900
ประสบการณ์การทํางานมากกว่า 10 ปี มือถือ 084-739-7829
การศึกษา ม.6 ให้ข้อมูลวันที่5 มกราคม 2560 เวลา 09.00-11.00 น.

ฟักทองญี่ปุ่น (Japanese Pumpkin)

จุดเริ่มต้นการเดินทางวันนี้เลือกเดินทางไปยังเส้นทางเกษตรศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เพราะที่นี่มีจุดเด่นในการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ฟักทองญี่ปุ่น อันเนื่องมาจากความได้เปรียบของพื้นที่ที่มี ความสูงตั้งแต่ 600 ถึง 1,200 เมตร จากระดับนํ้าทะเล และแรงจูงใจที่เกษตรกรตัวอย่างสนใจในการปลูกฟักทอง ญี่ปุ่นเพราะรายได้จากการจําหน่ายฟักทองมีถึง 50,000 บาท/ไร่
ในการเดินทางครั้งที่ได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะในช่วยประสานงาน ติดต่อของสัมภาษณ์เชิงลึกของเกษตรกรฟักทองญี่ปุ่น

คุณนิกร แซ่ย่าง เกษตรกรฟักทองญี่ปุ่น เล่าว่า ตนได้ ประกอบอาชีพเกษตรกรมากว่า 10 ปีแล้วโดยสาเหตุของการ เลือกปลูกฟักทองญี่ปุ่นเพราะสภาพอากาศอบอุ่น มีความชื้น เพียงพอ ดินมีความเหมาะสมเพราะเป็นดินร่วนซุย ระบายน้ําได้ ดีระดับความสูงของพื้นที่ และมีน้ําที่เหมาะสมในการปลูก และที่ สําคัญ จากประสบการณ์ปลูกมากว่า 10 ปีฟักทองญี่ปุ่นมีโรค น้อยหากดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีทําให้ที่นี่เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ ปลูกฟักทองญี่ปุ่นที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังขายได้ราคาสูง กว่าฟักทองทั่วไปด้วย

คุณนิกร แซ่ยาง่ เกษตรกรฟักทองญี่ปุ่น ณ แปลงเกษตร 4 ไร่ท่ี ปลูกเป็นแถวแนว 1 ต้นต่อ2 ลูก

เนื่องจากผลผลิตฟักทองญี่ปุ่นที่ได้คุณภาพดีเกรดที่ส่งให้แก่โครงการหลวงจะได้เกรดเบอร์ 1 จํานวน ประมาณ 9,000 กิโลกรัมต่อรุ่น ส่งผลให้ได้รายได้ในการปลูกฟักทองญี่ปุ่นประมาณ 208,000 บาท/ ปี/4 ไร่ (หัก ค่าใช้จ่ายเมล็ดพันธุ์ประมาณ 40,000 บาท ค่าขี้ไก่ 4,000 บาท) โดย 1 ปีจะสามารถปลูกฟักทองญี่ปุ่นได้ 2 รุ่น ซึ่งได้ ซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากโครงการหลวง 8 กระป๋อง/ 4 ไร่ ราคาประมาณ 20,000 บาท/รุ่น เพื่อมาเพาะพันธุ์ด้วยตนเอง
สําหรับผลผลิตที่ได้จะนํามาคัดเกรดก่อนส่งจําหน่ายให้กับโครงการหลวง เกรดที่ไม่ได้มาตรฐาน ราคา กิโลกรัมละ 7 บาท เกรด 1 ราคากิโลกรัมละ 15 บาท เกรด 2 ราคากิโลกรัมละ 14 บาท ซึ่งต่อปีรายได้รวมของ เกษตรกรที่ปลูกได้ประมาณ 1,800 กิโลกรัมต่อปีประมาณ 208,000 บาท
สําหรับวิธีการการปลูกฟักทองญี่ปุ่นก่อนปลูกต้องเตรียมดินสําหรับเพาะกล้าต้องใช้ดินร่วนป่นทรายตาก แดดไว้ประมาณ 15 วัน ในระหว่างนําดินตากแดดให้เตรียมเมล็ดพันธุ์โดยเพาะกล้าด้วยการนําเมล็ดฟักทองมาแช่ น้ําไว้ 3 ชั่วโมง แล้วห่อผ้าหมักไว้ 1 วัน 1 คืน จนเกิดรากแล้วนําไปเพาะในถาดหลุม หลักจากที่เพาะได้ประมาณ 6-7 วัน ย้ายไปปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ (อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเพาะกล้าฟักทองญี่ปุ่น อยู่ระหว่าง 21.1- 35.0’C ในขณะที่อุณหภูมิที่เหมาะสม ต่อการเจริญเติบโตอย่ระหว่าง 18-24’C)

การเตรียมแปลง ให้ขุดหลุมเพื่อปลูกมีความลึก 30X50 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 80 เซนติเมตรระยะห่างแถว 3 เมตร ก่อนนํากล้าลงปลูก รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยขี้ไก่ 1 ถ้วยต่อหลุม คลุกดินและถึงลงต้นกล้า ช่วงเวลาที่ ปลูกประมาณ 15.00-16.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ปลูกต้นกล้าจะเหี่ยวน้อยที่สุด หลังจากปลูกได้ 7 วัน ใส่ปุ๋ย 15-0-0 เพื่อเพิ่มไนโตเจนลงไป อีก 25 วัน ใส่ ปุ๋ย 18-8-28 จากนั้นเริ่มมีการผสมเกสรโดยนําเกสรที่เตรียมไว้มาผสมด้วย เพื่อให้การติดผลได้ดี

ต้นกล้าที่ลงดินอายุ 1 เดือน

ระหว่างปลูก โดยการใส่ปุ๋ยหมัก 1 ครั้ง/เดือน จะใส่ปุ๋ยหมักตลอด 3 เดือน การหมั่นดูแลตัดแต่งเถาว์เป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะเถาว์ที่มีความสมบูรณ์ ต่อเถาว์จะให้ผลผลิต 2 ลูก หากเถาว์มี 2 ลูกจะได้น้ําหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม/ลูก หรือ หากเถาว์มี 1 ลูกจะได้น้ําหนักประมาณ 2-2.5 กิโลกรัม ระยะเวลาระหว่างการปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยวใช้เวลาประมาณ 100- 120 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงฤดูหลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตมาแล้วทําความสะอาด แช่ น้ํายาฆ่าเชื้อ และทาปูนแดงที่คั่วพร้อมจําหน่าย

ฟักทองอายุ 2 เดือนรอให้ลูกโตเต็มที่

เทคนิคของการปลูกฟักทองญี่ปุ่นของคุณนิกรคือ จะปลูกในช่วงฤดูฝน เพื่อลดการเกิดโรคจากเชื้อรา และป้องกันหนูกัดกินผล และการตัดแต่งผล ให้เหลือไว้ 1 ลูก/กิ่ง เพื่อให้ได้ผลที่ สมบูรณ์และขนาดตามที่ตลาดต้องการ ในการเก็บผลไว้ควรตรวจดูให้ละเอียด ว่ามีรอยแผลแมลงเจาะวางไข่ ไว้ หรือไม่ตั้งแต่ผลเล็ก จากนั้นใช้กระดาษหนังสือพิมพ์หุ้มผลไว้เพื่อป้องกันแมลงเจาะวางไข่ โดยเฉพาะกรณีปลูกแบบ เลื้อย ควรใช้กระดาษหนังสือพิมพ์รองผลและห่อผลเพื่อป้องกันแมลงวันทองและสีผิวเสีย
สําหรับข้อควรระวัง คือ หากปลูกฟักทองญี่ปุ่นในฤดูแล้ง ควรระวังเพลี้ยไฟเข้าทําลายต้นกล้าระยะการ เจริญเติบโตระยะแรก และควรดูแลต้นฟักทองในระยะการเจริญเติบโตระยะแรกเป็นพิเศษ
ลักษณะของการใช้แรงงานจะร่วมกันลงขันกับเพื่อนบ้านมาร่วมด้วยช่วยกันทําให้ลดต้นทุนการผลิตได้อย่าง ดีและได้ของแถมคือ มิตรภาพจากเพื่อนบ้านในหมู่บ้านอีกด้วย
สิ่งที่ถือว่าเป็นปัจจัยแห่งความสําเร็จของคุณนิกร คือ การเอาใจใส่ทุกขั้นตอนในการปลูก รวมทั้งความ ขยันหมั่นเพียรในการมาตรวจตราพืชพันธุ์ตลอดเวลา รวมทั้งการเรียนรู้ตารางการวางแผนการปลูกจากโครงการ หลวงทําให้ได้ผลผลิตตรงตามเป้าหมายที่วางไว้
และอยากฝากให้ภาครัฐช่วยเหลือในเรื่องของราคาผลผลิต เพราะบางครั้งหากฟักทองญี่ปุ่นไม่ได้เกรด ตามที่จําหน่วยให้โครงการหลวงจะต้องนําไปขายเองที่ตลอด และในเรื่องของการให้องค์ความรู้แก่เกษตรกร รวมทั้ง การตัดราคาจากพ่อค้าคนกลาง
และเนื่องจากในภูมิภาคนี้ช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยวมักจะมีเรื่องการเกิดปัญหาไฟป่า ซึ่งคุณนิกรได้เล่าให้ฟัง ว่า แถบพื้นที่นี้ไม่ค่อยเกิดปัญหาเพราะมีการระแวดระวังอย่างสม่ําเสมอด้วยการจัดตั้งหน่วยดูแลไฟป่าในหมู่บ้าน รวมทั้งการจัดทําแนวกันไฟทุกปีจึงไม่มีผลกระทบด้านนี้

ไร่ฟักทองญี่ปุ่นปลูกเป็นแถวไล่ระดับลงตามไหล่เขา 1 ต้น/2ลูก

ข้อมลผู้ให้สัมภาษณ์

นาย นิกร แซ่ย่าง
เเพศ ชาย
ที่อยู่ บ้านผาหม่อน ต.สบเปิง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ 50150
มีประสบการณ์การทํางานมากกว่า 10 ปี
ให้ข้อมูลวันที่ 21 ธันวาคม เวลา 9.30-11.00 น..

เสาวรส (Passion Fruit)

เสาวรสถือว่า เป็นผลไม้อุตสาหกรรมเพราะปลูกเพื่อนําผลผลิตไปแปรรูปเป็นน้ําผลไม้เนื่องจากในผลมีน้ํา มาก ผลมีรสชาติค่อนข้างหวาน และมีกลิ่นหอมแต่ก็สามารถรับประทานผลสดได้ ซึ่งประโยชน์ของเสาวรสและ สรรพคุณของเสาวรสนั้นก็มีมากมายหลาย เพราะเสาวรสอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุรวมอยู่หลายชนิดที่เป็น ประโยชน์แก่ร่างกายและมีใยอาหารในปริมาณสูงรวมอยู่ด้วย
ซึ่งมูลนิธิโครงการหลวงและกรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาเสาวรสพันธุ์รับประทานสดได้รสชาติหวาน โดย คัดเลือกจากต้นที่เพาะเมล็ดจากเสาวรสสายพันธุ์จากประเทศไต้หวัน พบว่าผลผลิตเป็นที่ยอมรับและส่งผลให้มี ความต้องการทานสดมากขึ้น ทําให้ปัจจุบันผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดและต้องเร่งขยายการ ส่งเสริมเพิ่มมากขึ้น จากสภาพดังกล่าวจึงเป็นที่นิยมปลูกมากในภาคเหนือของไทย ที่สําคัญรายได้จากการปลูก เสาวรส ผลสดมีรายได้ประมาณ 70,000 บาท/ปี/ ไร่

คุณนุจรินทร์ปิ่มปา เกษตรกรเสาวรส เล่าว่า ตนทําเกษตรกรรมมากว่า 10 ปีเดิมปลูกข้าวสลับกับถั่ว และปลูกพืชผักสวนครัวเช่น คะน้า ชะอม และ ทดลองปลูกเสาวรส 1 ไร่ โดยได้พันธุ์ เสาวรสหวานที่มูลนิธิโครงการหลวง คัดเลือกและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้า คือ พันธุ์ไทยนุง (เบอร์ 2) มี ลักษณะประจําพันธุ์คือ ผลมีสีม่วงเข้มเป็นรูปไข่มีกลิ่นหอม รสชาติให้ผลผลิตที่ สม่ําเสมอ และแรงจูงใจของการเลือกปลูกเสาวรสนี้เพราะได้รายได้เป็นที่น่า พอใจ มีตลาดรองรับผลผลิตแน่นอน และมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทําให้ดีต่อสุขภาพ เพราะเสาวรสเป็นพืชที่ปลูกด้วยปุ๋ยอินทรีย์จะได้ผลผลิตดี

คุณนุจรินทร์ปิ่มปา เกษตรกรเสาวรส

และช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่ออายุ 50-70 วันหลังติดผล รายได้จากการ ปลูกเสาวรส ผลสดมีรายได้ประมาณ 68,000 บาท/ปี/ ไร่ (หักค่าใช้จ่ายค่าปุ๋ย อินทรีย์ 450 บาท/ ไร่ ค่าแรงงานตัดแต่งกิ่ง 1,200 บาท/ปี) ผลเสาวรสที่ปลูก โครงการหลวงรับซื้อทั้งหมด ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 45 บาท

สําหรับวิธีการปลูก เริ่มจาก การเตรียมดิน ควรทําไว้ก่อนล่วงหน้า ประมาณ 1 เดือน (ถ้าสามารถปลูกพืชที่เป็นพืชสดอย่าง ถั่วเขียว ข้าวโพด ปอเทือง แล้วกลบล่วงหน้า 1 เดือน จะทําให้ดินร่วนซุยและเก็บกักน้ําในฤดูแล้งได้ดี) โดย การไถหรือขุดพลิก หน้าดินกําจัดวัชพืช ไถกลบเพื่อให้ดินร่วมซุย สามารถกักเก็บ น้ําในฤดูแล้งได้ดีในพื้นที่สูงควรไถเฉพาะแนวปลูกและระหว่างแถวปลูกควรตัด หญ้าให้สั้น หรือปลูกพืชคลุมดินเพื่อป้องกันการพังทลายของดิน ใบไม้หลังจากนั้นก่อนปลูก 7 วัน ให้นําปุ๋ยหมักและถั่วต่าๆ มาผสมดินเพื่อเตรียมดินก่อนกลบ

ต้นกล้าพ้อมปลูก

การเตรียมหลุมปลูก ขุดหลุมกว้างและลึกประมาณ 50x50 เมตร ระยะปลูก 4x4 เมตร รองก้นหลุมด้วย ฟางหรือเศษพืช ใบไม้ผสมปูนขาว หลุมละ 1 กระป๋องนม หรือ 450 กรัม เอาแกลบดิบหรือแกลบเผา ประมาณ 2-3 ปีบ จะเหลือช่วงประมาณ 1 ฟุตด้านบน ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหลุมละ 1-2 ปีบ ผสมให้ทั่ว กะปริมาณดิน และส่วนผสมต่างๆ ให้เต็มหลุมพอดีหรือสูงกว่าปากหลุมเล็กน้อย เพื่อป้องกันดินยุบเป็นแอ่ง ซึ่งจะทําให้น้ําขังต้น จะเกิดโรคและเน่าตาย ใส่ต้นกล้า รดน้ําให้ชุ่ม หลังจากนั้นรดน้ําวันเว้นวัน ระยะเวลา 1 เดือน และควรปลูกในช่วง เดือนมกราคมถึงมิถุนายน
การวางแผนการปลูก โดยธรรมชาติแล้วเสาวรสจะออกดอกและให้ผลผลิตเมื่อมีอายุประมาณ 5-7 เดือน หลังปลูกสําหรับเสาวรสรับประทานสดนั้นจะออกดอกติดผลเร็วกว่านี้เนื่องจากเป็นต้นกล้าที่เปลี่ยนยอด แต่อายุ เหมาะสมที่ควรให้ติดผลไม่ควรต่ํากว่า 5 เดือนเพื่อให้ต้นแข็งแรงพอและขึ้นค้างแล้ว ปกติแล้วเสาวรสจะให้ผลผลิต ได้ตลอดปีถ้าไม่ขาดน้ํา แต่ในสภาพที่ปลูกโดยอาศัยน้ําฝนนั้น เสาวรสจะให้ผลผลิตได้ดีในระหว่างเดือนสิงหาคมถึง เดือนกุมภาพันธ์ดังนั้นการปลูกเสาวรสรับประทานสดจึงจะต้องวางแผนให้สอดคล้องกับช่วงเวลาการให้ผลผลิต และสภาพการปลูก คุณนุจรินทร์บอกเทคนิคว่า ควรปลูกในฤดูฝนควรเตรียมดินกล้าในช่วง ม.ค.-มี.ค. ย้ายกล้าลง ถุงประมาณเดือน มีนาคม - พฤษภาคม และปลูกเดือนมิถุนายนจนถึงหมดฤดู
ระหว่างปลูก
การใส่ปุ๋ย เสาวรสเป็นพืชที่ออกดอกติดผลตลอดทั้งปีดังนั้นจึงจําเป็นต้องได้รับปุ๋ยอย่างต่อเนื่องสม่ําเสมอ จึงจะให้ผลผลิตได้ดีและมีคุณภาพโดยเฉพาะเสาวรสรับประทานสดนั้นยิ่งมีความจําเป็นมาก การได้รับปุ๋ยที่ไม่ ถูกต้องและเพียงพอจะมีผลทําให้คุณภาพและรสชาติของผลผลิตต่ํากว่ามาตรฐาน ดังนั้น จะใส่ปุ๋ยหมักโดยการทํา ปุ๋ยหมักเองเพื่อลดต้นทุน (ขี้วัว : เศษใบไม้อัตราส่วน 1 : 1 หมัก 1 เดือน ) และการใส่ปุ๋ยเคมีเดือนละครั้งเพื่อ บํารุงต้น สูตร 15.15.15 ปริมาณ 60 กรัม (2 กํามือ/ต้น) รวมทั้งการพ่นปุ๋ยทางใบ ควรทํา 1 ครั้ง/อาทิตย์
การให้น้ํา เสาวรสสามารถทนแล้งได้ดีพอสมควร สามารถปลูกโดยอาศัยน้ําฝนได้แต่การปลูกเสาวรส รับประทานสดแบบให้น้ําเพื่อให้มีผลผลิตตลอดปีนั้นจําเป็นต้องให้น้ําในฤดูแล้งประมาณ 7 วันครั้ง ซึ่งสามารถให้ได้ โดยหลายวิธีเช่น น้ําพ่นฝอย น้ําหยด หรือรดน้ํา ควรให้น้ํา 1-2 ครั้ง / สัปดาห์เป็นต้น
การกําจัดวัชพืช ต้องหมั่นกําจัดอยู่เสมอโดยอาจจะใช้วีการตัดหรือพ่นด้วยสารเคมีได้แต่ต้องไม่ใช้ประเภท ดูดซึม หลังจากที่เถาเต็มค้างแล้วปัญหาเรื่องวัชพืชจะน้อยลง
การทําค้าง เนื่องจากเสาวรสเป็นไม้ผลประเภทเถ้าเลื้อยการปลูกจึงต้องมีค้างรองรับต้นและผลผลิต ค้าง เสาวรสนั้นต้องแข็งแรงเพียงพอสามารถใช้งานได้อย่างน้อย 3 ปีต่อการปลูก 1 ครั้งและต้องทําก่อนปลูกหรือทําทันทีหลังปลูกเพื่อให้ทันกันการเจริญเติบโตของต้นเสาวรสสามารถเลี้ยงเถาได้ทันทีเมื่อเถาเจริญถึงค้าง ซึ่งปกติจะ ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน

การดูแลเถาไม่ให้แน่นเกินไป

การทำค้างรองรับต้นและผลผลิต

การตัดแต่งกิ่ง เสาวรสเป็นไม้ผลที่ออกดอกบนกิ่งใหม่จึงต้องทําให้ต้นมีการแตกกิ่งใหม่ตลอดเวลาเสาวรส จึงจะให้ผลผลิตได้ดีและเถาเสาวรสจะเลื้อยยืดยาวออกไปตลอดเวลา ทําให้กิ่งใหม่และผลติดอยู่ไกลลําต้นจึงได้รับ น้ําและอาหารไม่เต็มที่การตัดแต่งจะมีประโยชน์ในการช่วยให้ต้นแตกกิ่งใหม่และเถาไม่ยาวเกินไป ในบางช่วงที่ต้น ติดผลน้อยกว่าปกติอาจจะตัดแต่งให้หนักมากขึ้นได้เพราะจะไม่กระทบกับการให้ผลผลิตมากนัก
การปลิดผล โดยธรรมชาตแลิ ้วเสาวรสจะออกดอกและตดผลได ิ ้ง่ายโดยจะเกิดที่ทุกขอบร ้ ิเวณโคนก้านใบ ของกิ่งใหม่ถึงแม้ว่าดอกบางส่วนจะร่วงไมต่ ิดผลแตก่ ็มักจะติดผลคอนข ่ ้างมากอยู่ ทําให้ผลผลิตคุณภาพไม่สม่ําเสมอ จําเป็นต้องปลิดผลที่มีคณภาพต ุ ่ําทิ้ง ใหผลท ้ ี่เหลออย ื มู่ ีคณภาพด ุ ีซึ่งจําเป็นมากสําหรับเสาวรสรับประทานสดที่ตอง้ เน้นเรื่องคุณภาพ และ ใน 1 เถาเสาวรสจะให้ผลทมี่ ีคุณภาพดีเป็นชดๆุ ละ 3-4 ผล หลังจากติดผล 1 ชุดแล้ว ผล ชุดที่ตดติ อไปม ่ กมั ีขนาดเล็กเพราะอาหารไม่เพียงพอจึงตองท ้ ิ้งบ้าง นอกจากนี้ยังมีผลที่บิดเบี้ยวเนื่องจากการ ทําลายของโรคแมลงทตี่ องปล ้ ดทิ ิ้งด้วย โดยทําตั้งแต่ผลมีขนาดเล็กอยู่
การเก็บเกี่ยว ต้องเก็บจากต้นโดยผลจะสุกเมื่ออายุประมาณ 50-70 วันหลังดอกบาน ระยะที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวเมื่อผลเปลี่ยนเป็นสีม่วงแล้วประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์โดยสีของผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดงอม ม่วงจึงเก็บเกี่ยวด้วยวิธีการใช้กรรไกรตัดขั้วผลจากต้นให้สั้นติดผล แล้วจึงนํามาบ่มเพื่อให้สีผลสวยและรสชาติดีขึ้น โดยทั่วไปแล้วจะทําการเก็บเกี่ยวทุกๆ 2-3 วันต่อครั้ง
การคัดคุณภาพผลผลิตและบรรจุหีบห่อ ผลผลิตเสาวรสรับประทานสดนั้นต้องเน้นเรื่องคุณภาพเป็น อย่างมากโดยเฉพาะคุณภาพภายใน ซึ่งได้แก่ความหวานและน้ําหนักต่อผล โดยความหวานต้องไม่ต่ํากว่า 16 Brix และผลที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางผล 5 เซนติเมตร ควรมีน้ําหนักประมาณ 70 กรัม เพราะผลที่มีขนาดใหญ่แต่ น้ําหนักเบาภายในจะมีเนื้อน้อย สําหรับลักษณะภายนอกนั้นผลต้องไม่บิดเบี้ยว ไม่เน่า แตก หรือเหี่ยว ผิวผล อาจจะลายจากโรคไวรัสหรือแมลงได้แต่ไม่มากเกินไป ปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวงกําหนดชั้นมาตรฐานผลผลิตไว้ 2 เกรด คือ เกรด 1 เส้นผ่าศูนย์กลางผลตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป และเกรด 2 เส้นผ่าศูนย์กลางผลตั้งแต่ 4-5 เซนติเมตร
หลังจากคัดคณภาพแล้วจึงบรรจุผลผลตเพื่อส่งจําหน่ายโดยกําหนดให้บรรจุผลลงในลังสีเขียวที่บุขางด้วยกระดาษและสงให้งานคัดบรรจุตรวจสอบคณภาพและส่งจําหน่ายต่อไปโดยอาจจะบรรจุใหม่สำหรับขายปลีกเป็น กิโลกรม
ลักษณะของการใช้แรงงานจะทําด้วยตนเอง รวมทั้งการทําปุ๋ยอินทรีย์ด้วย ซึ่งลดต้นทุนการผลิตได้อย่างดี
ตลาดที่รองรับสินค้าคือ โครงการหลวงรับซื้อทั้งหมด หากผลผลิตไม่ได้เกรดตามต้องการ จะนํามาทําน้ํา เสาวรสขายปลีกเอง โดยโครงการหลวงรับซื้อให้ราคาดังนี้

Extra ได้ราคา 65 บาท/กิโลกรัม
เกรด 1 ได้ราคา 55 บาท/กิโลกรัม
เกรด 2 ได้ราคา 45 บาท/กิโลกรัม
เกรด 3 ได้ราคา 35 บาท/กิโลกรัม
เกรด 4 ได้ราคา 25 บาท/กิโลกรัม

ผลผลิตเสาวรส พันธุ์ไทยนุง

คุณนุจรินทร์เล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า ตนหันมาปลูกพืชอินทรีย์ดีต่อสุขภาพและได้สนับสนุนให้คนหัน มาใส่ใจสุขภาพด้วยการทานเสาวรสผลสด
สิ่งที่ถือว่าเป็นปัจจัยแห่งความสําเร็จคือ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งดีต่อสุขภาพ การเอาใจใส่ตั้งแต่กระบวนการ การคัดสรรพันธุ์ที่ปลูก การเพาะต้นกล้า การดูแล “เพียงใส่ปุ๋ย รดน้ําวันเว้นวัน หมั่นกําจัดวัชพืช โรคและแมลง”
ปัญหาหรืออุปสรรคที่พบ หนอนเจาะลําต้นและโรคติดต่อเกิดจากไวรัส ดังนั้นต้องเอาใจใส่ดูแล ช่วงแรกของการเลี้อยเถา และอยากฝากให้ภาครัฐช่วยเหลือในเรื่องของราคาผลผลิต การรับรู้องค์ความรู้ซึ่งมีความ ต้องการให้จัดประชุมวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน พร้อมทั้งการดูแปลงสาธิต
และเนื่องจากในภูมิภาคนี้ช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยวมักจะมีเรื่องการเกิดปัญหาไฟป่า ซึ่งคุณนุจรินทร์ได้เล่า ให้ฟังว่า แถบพื้นที่นี้ไม่ค่อยเกิดปัญหาเพราะมีการร่วมมือกันดูแลไฟป่าจากคนในหมู่บ้าน และมีการจัดทําแนวกันไฟ ทุกปีจึงไม่มีผลกระทบด้านนี้

ข้อมลผู้ให้สัมภาษณ์

นาง นุจรินทร์ ปิ่มปา
หญิง มือถือ 089-999-6939
ที่อยู่ หมู่ 7 ต.นําแพร่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่50230
มีประสบการณ์การทํางานมากกว่า 10 ปี
การศึกษา ม.6 ให้ข้อมูลวันที่ 20 ธันวาคม เวลา 9.30-11.30 น

อะโวคาโด (Avocado)

อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่เริ่มเป็นที่นิยมรับประทานกันมากในประเทศไทย เพราะมีสารอาหาร วิตามิน และ แร่ธาตุหลากหลายที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยอีกชนิดหนึ่งที่น่าจับตามมอง พื้นที่ปลูกต้นอะโวคาโดส่วนใหญ่อยู่บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย เนื่องจากอะโวคาโดจะเป็นพืชเมืองหนาว และต้องการความเย็นในการเจริญเติบโต เพื่อให้ผลผลิตได้ดีสภาพอากาศและความสูงระดับน้ําทะเล 600 เมตร ขึ้นไปจึงเหมาะสมในการปลูกอโวคาโด ซึ่งในปัจจุบันตลาดมีความต้องการสูงมาก และแทบไม่เพียงพอกับความ ต้องการ ที่สําคัญรายได้จากการปลูกต้นอะโวคาโด มีรายได้ประมาณ 8,000 - 10,000 บาท/ปี/ไร่
ในการเดินทางครั้งที่ได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าศูนย์โครงการหลวงห้วยเสี้ยว อ. หางดง จ. เชียงใหม่ ในช่วยประสานงานติดต่อของสัมภาษณ์เชิงลึกของเกษตรกรอะโวคาโด

คุณประเสริฐ ไชยนันติเกษตรกรอะโวคาโด เล่าว่า ตนได้ประกอบอาชีพ เกษตรกรเดิมปลูกกล้วยและลิ้นจี่ ลําไย รายได้จากการจําหน่ายผลผลิตไม่ค่อยดีไม่ มีตลาดแน่นนอน รวมทั้งต้องใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ส่งผลต่อสุขภาพ ทําให้สนใจ ปลูกพืชอินทรีย์จึงทดลองปลูกอะโวคาโดมา 5 ปีโดยปลูกต้นอะโวคาโดสลับแซม กับต้นกล้วยน้ําว้า แรงจูงใจของการเลือกปลูกอะโวคาโดนี้เพราะได้รับข้อมูลการ ส่งเสริมจากโครงการหลวง ผนวกกับอะโวคาโดเป็นพืชที่ปลูกง่าย แทบไม่ต้องมีการ ดูแลมากมายอะไร สามารถปลูกแซมในสวนผลไม้อื่นได้ใช้งบในการทําทุนน้อย และ อยากเปลี่ยนพืชพันธ์ุเพราะที่ปลูกอยู่ใช้น้ําปริมาณมาก ที่สําคัญมีตลาดมีความ ต้องการสูงและราคาจําหน่าย 25-30 บาท/ กิโลกรัม

คุณประเสรฐิ ไชยนันติ เกษตรกรอะโวคาโด

เนื่องจากการคัดเลือกพันธุ์ในการปลูกเป็นส่วนสําคัญในการออกผลผลิตโดย พันธุ์อะโวคาโดที่นํามาปลูกและ ให้ผลผลิตดีและได้รับความนิยมมีหลายสายพันธุ์ได้แก
1. พันธุ์ปีเตอร์สัน (Peterson) เป็นเผ่าเวสต์อินเดียน ลักษณะผลค่อนข้างกลม มีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง น้ําหนัก 200-300 กรัม เนื้อผลสีเหลืองอมเขียว รสดีเมล็ดใหญ่ ในช่องเมล็ดแน่น เป็นพันธุ์เบา เก็บเกี่ยวผลไดใน้ เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม พันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่นิยมที่สดและมีคุณสมบัติที่ดี
2. พันธุ์บัคคาเนียร์ (Buccaneer) เป็นลูกผสมระหว่างเผ่ากัวเตมาลัน และเวสต์อินเดียน ผลลักษณะ ค่อนข้างกลมรีขนาดกลาง น้ําหนัก 300-500 กรัม ผิวผลขรุขระ สีเขียว เปลือกหนา เนื้อสีเหลืองออน่ รสดีเมล็ด ขนาดกลาง มีไขมัน 7-14 เปอร์เซ็นต์ช่วงเก็บเกี่ยวผลประมาณเดือนสิหาคม-ตุลาคม
3. พันธุ์บูธ 7 (Booth-7) เป็นลูกผสมระหว่างเผ่ากัวเตมาลัน และเวสต์อินเดียน ผลลักษณะคอนข ่ ้างกลม ขนาดกลาง น้ําหนัก 300-500 กรัม ผิวผลขุรขระเล็กน้อยสีเขียว เปลือกหนา เนื้อสีเหลืองอ่อน รสดีเมล็ดขนาด กลาง มีไขมัน 7-14เปอร์เซ็นต์ช่วงเก็บเกี่ยวผลประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม
4. พันธุ์บูธ 8 (Booth-8) ลักษณะผลรูปไข่ขนาดเล็กถึงกลาง น้ําหนักประมาณ 270-400 กรัม ผิวผลขรุขระ เล็กน้อย สีเขียว เปลือกหนา เนื้อสีครีมอ่อนรสชาติพอใช้มีไขมัน 6-12 เปอร์เซ็นต์เมลด์มีขนาดกลางถึงใหญ่อยู่ใน ช่องเมล็ดแน่น ฤดูเก็บเกี่ยวประมาณเดือนกันยายน -ตุลาคม
5. พันธุ์แฮสส์ (Hass) เป็นพันธุ์การค้าอันดับ 1 ของโลก เป็นพันธุ์เผ่ากัวเตมาลัน ลักษณะผลรูปไข่ ผิวผล ขรุขระมาก ผิวสีเขียว เมื่อสุกอาจเป็นสีเขียวเข้มหรือม่วงเข้ม ผลมีขนาดเล็ก น้ําหนัก 200-300 กรัม เนื้อผลสี เหลือง มีไขมันประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์เมล็ดมีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เก็บเกี่ยวผลได้ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งพันธุ์ แฮสส์จะออกผลผลิตได้ดีหากมีความสูงจากระดับน้ําทะเล 1000 เมตร

ลักษณะผลผลิตอโวคาโดในแต่ละสายพันธุ์

สําหรับพื้นที่ของคุณประเสริฐเป็นพื้นที่มีความสูงระดับน้ําทะเล 600 เมตรขึ้นไป จึงเลือกปลูก 3 พันธุ์คือ พันธุ์ปีเตอร์สัน พันธุ์บัคคาเนียร์และพันธุ์บูธ 7และ ขณะนี้รอเก็บผลผลิต 4 ปีข้างหน้า หากคิดค่าใช้จ่ายต่อไร่มีค่า ปุ๋ย คอก 800/ปี/ไร่ เท่านั้นในช่วงน
สําหรับวิธีการปลูก ปลูกอะโวคาโดสลับกับต้นกล้วย เริ่มจากการเพาะต้นกล้าจากเมล็ด มี 3 แบบคือ 1) แบบทั่วไปทําง่าย โดยการใช้ไม้จิ้มฟันเสียบรอบเมล็ดอะโวคาโด ไม้จิ้มฟันเป็นตัวค้ํายัน แล้วจุ่มแช่น้ําเอาไว้จนกว่า รากจะงอก 2) แบบมีวัสดุช่วย คือห่อกระดาษชําระ (ควรเลือกกระดาษชําระที่ไม่มีสารเคมีปนเปื้อน) 3) แบบมีวัสดุ ช่วยอื่นๆ เช่น ขุยมะพร้าวหรือดินใส่ลงไปแล้วก็จัดการกดเมล็ดอะโวคาโดให้จมลงครึ่งลูก รดน้ําให้ชุ่ม
ทั้ง 3 วิธีนี้เมื่อทําเสร็จแล้วให้จัดการปิดขวดจนกว่าจะมีรากและยอดแทงออกมาจากเมล็ดอะโวคาโด จึง ค่อยๆ เปิดฝาและเติมน้ําอย่าให้ขาด ระยะเวลารากงอกนั้น รอไปอีกสัก 2-3 เดือนเลย จนกว่ารากจะงอกออกมา ยาวและแข็งแรงพอ และมีใบอ่อนสัก 5-6 ใบ จากนั้นจึงจะสามารถนําไปปลูกลงดินหรือลงในกระถางได้ (ดูวิธีการ เพาะเมล็ดแบบไม่ใช้ดิน อื่น)
หลังจากนั้น นําต้นกล้าอะโวคาโดวางกระถางในที่ที่ได้รับแสงแดดเต็มวันในที่ๆ อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ อบอ้าว หากอากาศร้อนเกินควรพรางแสงด้วยการวางกระถางไม้อื่นเพื่อช่วยเป็นพี่เลี้ยง หรือปลูกลงดินในที่ๆ มี แสงไม่จัดมากก็ได้ปลูกใต้ต้นมะละกอ หรือแซมในสวนผลไม้อื่น หรือหาวัสดุมาพรางแสงมาบัง รดน้ํา 2 วันคร้ัง ไม่ ชอบน้ําแต่ไม่ควรให้ขาดน้ํา รดน้ําไม่ให้แฉะและไม่ชื้นจนเกินไปรากจะเน่า ดินต้องระบายน้ําได้ดี

การแยกต้นกล้าลงดินไม่ควรให้น้ําท่วมราก รากจะเน่า ต้นอะโวคาโด หาน้ําเองเก่ง หากเพาะเมล็ดให้เกิดรากแก้วจะดูแลง่ายกว่า เมื่อต้นอ่อนใน กระถางมีความสูงประมาณ 6-7 นิ้ว ให้ตัดยอดออก เพื่อช่วยเร่งให้เกิดการ แตกยอดใหม่ และเมื่อมีความสูงประมาณ 12 นิ้ว ก็ให้เด็ดยอดอ่อนออกให้ แตกยอดใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะได้ทรงพุ่มสวย รอบโคนต้นไม่ควรมีวัชพืช เพราะจะมาแย่งอาหารหมดและต้นโตช้า

ต้นกล้าอะโวคาโด

การเตรียมหลุมปลูก ก่อนปลูกให้นําต้นพันธุ์ออกไว้กลางแจ้ง เพื่อปรับสภาพสัก 2-3 วัน หลุมปลูกควรมี ขนาดที่พอสมควรกับขนาดของต้นกล้า รองก้นหลุมก่อนการวางต้นกล้าเศษใบไม้และผสมดินปลูกกับปุ๋ยคอก โดย ระยะปลูก ระหว่างต้น 8×8 เมตร ขนาดหลุมลึก 60x60x60 ซม.นําต้นกล้าลงปลูกในหลุมกลบดินผสมปุ๋ยลงไปใน หลุมให้แน่น และค้ําต้นด้วยไม้ไผ่ และใช้ฟาง แกลบหรือเศษไม้ทําการคลุมรอบโคนต้นเพื่อรักษาความชุ่มชื้น ให้ น้ําทุกวัน/ 15 ลิตร หรือวันเว้นวัน วันละ 30 ลิตร จนถึงอายุประมาณ 1 ปีจึงลดการให้น้ําเหลือ สัปดาห์ละ ครั้ง สําหรับต้นใหญ่ให้น้ําทุก 15 วัน ควรปลูกช่วงต้นฤดูฝน
ระหว่างปลูก การใส่ปุ๋ย ในระยะที่กาแฟยังไม่ติดผล ควรใส่ปุ๋ย 46-0-0 เมื่อกาแฟเริ่มติดผลแล้ว (ปีที่ 4 เป็นต้นไป) ต้องใช้ปุ๋ย 15-15-15 ใช้หลักการคร่าวๆ คือ ใส่ 3 ครั้ง ในเวลา ต้น-กลาง-ปลายฤดูฝน ครั้งหนึ่งๆใส่ 30-150 กรัม (1-5 กํามือ) ขึ้นอยู่กับ ปริมาณการติดผล และขนาดการเติบโตของลําต้น
คุณประเสริฐ เล่าว่า ถ้าพันธุ์ที่ต้นเล็ก ทรงพุ่มเล็กจะปลูกโดยใช้ระยะปลูก 6 เมตร พันธุ์ที่ต้นใหญ่จะใช้ ระยะปลูก 8 เมตร หลังปลูกก็ให้ปุ๋ยบ้าง 1-2 เดือนครั้ง อะโวคาโดเป็นพืชที่ต้องการน้ําสม่ําเสมอ หลังปลูก 3 ปีอะ โวคาโดก็ให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้แล้ว และจะให้ผลผลิตมากขึ้น เมื่ออายุ 5-6 ปีโดยผลผลิตต้นหนึ่งประมาณ 400- 500 กก. โดยจะให้ผลผลิตประปรายตลอดทั้งปีแต่จะดกมากๆ ในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ย.หรือในช่วงฤดูฝน
ขณะนี้นํายอดพันธุ์ที่ทางโครงการหลวงส่งเสริมมาเสียบยอด หลังจากการเสียบยอดแล้วประมาณ 3 ปี ต้นอะโวคาโดจะให้ผลผลิตเพื่อจําหน่ายได้

การเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีการตรวจสอบก่อนว่าผลแก่พอเก็บ ได้โดยใช้วิธีการเก็บผลอะโวคาโดระดับที่ต่างกันบนต้นมาผ่าดูเยื่อหุ้ม เมล็ด หากเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นสีน้ําตาลทั้งหมดสามารถเก็บเกี่ยวได้ นอกจากนี้ยังต้องสังเกตลักษณะภายนอกของผลโดยการเปลี่ยนแปลงของสีผล การเก็บเกี่ยวผลอะโวคาโดจะไม่ให้ขั้วผลหลุดเพราะจะทําให้ผลเสียหายได้ง่ายขณะบ่มให้สุก

ผลอะโวคาโด

ส่วนผลผลิตอะโวคาโดในปีนี้ที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวได้จากเกษตรกรระยะแรก จะได้ 10 กิโลกรัมต่อต้น และ เมื่อระยะปลูก 5-10 ปีจะให้ผลผลิต 70-100 กิโลกรัมต่อต้น และเมื่อ เลย 10 ปีขึ้นไป 250 กิโลกรัมต่อต้น ราคารับซื้อกิโลกรัมละ 25 บาท

เทคนิคของการปลูกอโวคาโดอคือ ควรปลูกในช่วงฤดูฝน การใช้ ดินร่วนปนทราบจะดีมากและสําหรับอะโวคาโด้ที่เสียบยอดนั้น ถ้าดูแลดี จะให้ผลผลิตตั้งแต่ปีที่ 3 ส่วนอะโวคาโด้เพาะเมล็ดจะให้ผลผลิตตั้งแต่ปีที่ 8 หากต้นยังไม่โตพอ ในช่วงปีแรกๆควรปลิดผลทิ้งเพื่อเร่งการเจริญเติบโต ทางต้นให้เต็มที่เสียก่อน

ลักษณะของการใช้แรงงานจะทําด้วยตนเอง จึงเปนการลดต ็ ้นทุนการผลิตได้อย่างดี
สิ่งที่ถือว่าเป็นปัจจัยแห่งความสําเร็จของคุณประเสริฐ คือ การคัดเลือกสายพันธุ์ที่ทนต่อเชื้อราในพื้นที่ การระบายน้ําของดิน การจัดการ รวมทั้งความขยันหมั่นเพียรในการมาตรวจตราพืชพันธุ์ตลอดเวลา ทําให้ได้ผลผลิต ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้
และอยากฝากให้ภาครัฐช่วยเหลือในเรื่องของการให้องค์ความรู้แก่เกษตรกร รวมทั้งการตัดราคาจากพ่อค้า คนกลาง
และเนื่องจากในภูมิภาคนี้ช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยวมักจะมีเรื่องการเกิดปัญหาไฟป่า ซึ่งคุณประเสริฐ ได้เล่า ให้ฟังว่า แถบพื้นที่นี้ไม่ค่อยเกิดปัญหาเพราะได้ทําแนวกันไฟทุกปี

ข้อมลผู้ให้สัมภาษณ์

นายประเสริฐ ไชยนันติ
เพศ ชาย
ที่อยู่ต. บ้านปง อ. หางดง จ.เชียงใหม่ 502309 มือถือ 088-547-4077
มีประสบการณ์การทํางาน 5- 10 ปี
ให้ข้อมูลวันที่ 20 ธันวาคม เวลา 10.30-11.30 น.

vdo app

vdo กาแฟ

มะเขือเทศ พันธุ์โทมัส (Tomato Thomas)

มะเขือเทศ พืชที่นิยมปลูกและเป็นที่ต้องการของตลาดมายาวนาน สำหรับมะเขือเทศพันธุ์โทมัส เป็นพันธุ์ที่ใช้รับประทานสด ประกอบอาหารและสามารถนำส่งโรงงานอุตสาหกรรมได้ และยังเป็นพืชที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร วิตามินซี วิตามินเอ ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิด ส่งผลให้ตลาดมีความต้องสูง สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรถึง 400,000 บาท/ไร่/ปี ถือได้ว่าเป็นพืชพันธุ์อีกชนิดคุ้มค่าในการลงทุนมากทีเดียว ในการเดินทางครั้งที่ได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าโครงการขยายผลโครงการหลวงปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ในช่วยประสานงานติดต่อของสัมภาษณ์เชิงลึกของเกษตรกรมะเขือเทศ แหล่งผลิตพืชพันธุ์นี้มีจุดเด่นเชิงพื้นที่เพราะเป็นภูเขาและที่ราบเชิงเขา มีความสูงระหว่าง 800-1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สภาพอากาศเอื้ออำนวยในการปลูกมะเขือเทศ รวมทั้งการมี “ดิน”มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง เพราะมีลักษณะร่วนซุย


คุณสุรโชค กูลสวัสดิ์มงคล เกษตรกรมะเขือเทศ โทมัส และเป็นพ่อหลวงในหมู่บ้านนี้ด้วย เล่าว่า ตนได้ประกอบอาชีพเกษตรกรมาตั้งแต่อายุ 15 ปี ได้ทำเกษตรพืชผักมานานแล้ว และแรงจูงใจของการเลือกปลูกมะเขือเทศ โทมัสนี้ เพราะได้รับข้อมูลการส่งเสริมจากโครงการหลวง และพืชพันธุ์นี้ใช้น้ำน้อย และที่สำคัญมีตลาดรับซื้อผลผลิตที่ชัดเจน เพราะมีการวางแผนการผลิตให้ตรงกับช่วงของความต้องการของตลาด และปลูกมา 6 ปีแล้ว โดยจำหน่ายราคา 28 บาท/ กิโลกรัม นอกจากนี้ เนื่องจากพื้นที่ปางน้ำฝนเหมาะสมอย่างมากในการปลูกพืช ชนิดนี้ เพราะมีแหล่งน้ำธรรมชาติพื้นที่หมู่บ้านปางหินฝน เป็นแหล่งต้นน้ำถึง 7 แห่ง ที่สำคัญคือ ห้วยปางหินฝน ซึ่งไหลลงไปตามลำห้วยต่างๆ ลงสู่แม่น้ำแม่แจ่ม มีฝายต้นน้ำจำนวน 20 แห่ง สร้างโดยหน่วยจัดการต้นน้ำปางหินฝน ทำให้สามารถใช้น้ำในการเกษตรและอุปโภคบริโภคได้ตลอดปี

คุณสุรโชค กูลสวัสดิ์มงคล เกษตรกรมะเขอเทศ พันธุ์โธมัส ณ แปลงเกษตร 2 งาน

เนื่องจาก มะเขือเทศ โดยจะเจริญเติบโตได้ดีในฤดูหนาว อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 18-28 องศาเซลเซียสซึ่งต้นจะแข็งแรงและติดผลมาก ถ้าความชื้นของอากาศและอุณหภูมิสูงจะทำให้ผลผลิตและคุณภาพลดลง และทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ง่ายหากคำนวนรายได้ต่อปี โดยเฉลี่ยประมาณ 400, 000 บาท/ปี/ไร่ ผลผลิตประมาณ 28,000 – 30,000 กิโลกรัม/ไร่ โดยได้ราคาขาย 28 บาท/กิโลกรัม (หักค่าใช้จ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ 4,200 บาท/ไร่ ค่าขี้ไก่ 7,000 บาท/200 กระสอบ ค่าปุ๋ยเคมีสูตร AB 106,000 บาท/ไร่ ค่าแรงงานผลผลิตตลอด 5 เดือน 72,000/ปี โดยเก็บ 2 ครั้ง/อาทิตย์/6 คน/ไร่ ค่าโรงเรือนใช้ไม่ไผ่ 60,000 บาท/ระยะเวลา 3 ปี ค่าขนส่ง 30,000 บาท/ปี (กิโลกรัม/ 1 บาท) ค่ายาฆ่าแมลงและฮอร์โมน 50,000 บาท)

พันธุ์โทมัส คือ พืชพันธุ์ที่ใช้ในการปลูกต้นกล้า


สำหรับผลผลิตที่ได้จะนำมาคัดเกรดก่อนส่งจำหน่ายให้กับตลาดสี่มุมเมือง กรุงเทพมหานครเป็นหลัก และยังไม่ได้จำหน่ายให้กับโครงการหลวงเพราะต้องได้รับการควบคุมให้ได้มาตรฐาน GMP ของโครงการหลวงเสียก่อน สำหรับวิธีการปลูกมะเขือเทศนั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมากในการปลูกมะเขือเทศคือ “ดิน” ควรเป็นดินร่วนมีอินทรียวัตถุสูงและมีการระบายน้ำดี ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (pH) ประมาณ 6.5-6.8 ถ้าดินเป็นกรดหรือด่างมากเกินไปจะทำให้ดินขาดธาตุอาหารบางอย่างได้ หรือธาตุอาหารบางชนิดสามารถละลายออกมาได้มากเกินไปจนเป็นเหตุให้เป็นพิษต่อต้นพืช รวมทั้งการปรับปรุงดินเพื่อใช้ในการปลูก ทั้งต้องใช้เวลาในการดูแลดินด้วย จึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการเกษตร ดังนั้น การปลูกมะเขือเทศโดยทั่วไปไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิมหรือในพื้นที่ปลูกพืชในตระกูลเดียวกันกับมะเขือเทศมาก่อน เช่น พริก มะเขือและยาสูบ เป็นต้น เพราะอาจมีเชื้อโรคต่างๆ สะสมอยู่ในดิน ซึ่งเป็นโอกาสให้มะเขือเทศเป็นโรคได้ง่าย

การเตรียมดินสำหรับ สำหรับปลูกมะเขือเทศต้องพิถีพิถันเป็นอย่างมาก ดินต้องมีการระบายน้ำดี กำจัดวัชพืชให้หมด เพราะวัชพืชนอกจากจะแย่งน้ำ อาหารและแสงแดดแล้วยังเป็นที่อยู่อาศัยของโรคและแมลงได้อย่างดีอีกด้วย ดังนั้น ถ้าหากมีการเตรียมดินให้ดีตั้งแต่เริ่มแรกจะป้องกันการงอกของวัชพืชไปได้นาน ควรเตรียมดินให้ลึก 30-40 เซนติเมตร ถ้าใช้เครื่องทุ่นแรงหรือรถไถ 2-3 ครั้ง โดยไถกลบดินไปมาและตากดินให้แห้ง 3-4 อาทิตย์ แล้วย่อยดินให้ละเอียดพอควร อย่าให้ละเอียดมากเกินไป เพราะมะเขือเทศต้องการสภาพดินที่มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ ถ้าหากดินเป็นกรดให้ใช้ปูนขาวหว่านในอัตราตามที่ได้รับคำแนะนำจากการวิเคราะห์ดินหรือหากไม่ได้ส่งดินไปวิเคราะห์จะหว่านปูนประมาณ 100-300 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใช้ปูนขาวหว่านและคลุกเคล้ากับดินหรืออาจจะหว่านก่อนการเตรียมดินครั้งสุดท้าย แต่อย่างไรก็ตามควรใส่ปูนขาวก่อนปลูก 2-3 อาทิตย์

การเตรียมเมล็ดพันธุ์ คือ นำเมล็ดพันธุ์ลงแปลงเพาะ เพราะต้องการต้นกล้าเป็นจำนวนมาก ประมาณ 9600 ต้น / 6 ซอง/ไร่ สำหรับขนาดแปลงเพาะ คือ ขนาดกว้าง 1 เมตร ทางเดินระหว่างแปลง 50 เซนติเมตร ผสมดินด้วยปุ๋ยขี้ไก่และทรายตามอัตราส่วน 3: 1 เช่นกัน ทำการเพาะเมล็ดโดยโรยเมล็ดเป็นแถวห่างกัน 10 เซนติเมตร เมื่อกล้ามีอายุ 20-25 วัน หรือมีใบจริง 2-3 ใบ ก็สามารถย้ายลงแปลงปลูกได้ จะเป็นโรงเรือนเพื่อป้องกันแดด ลม และฝน ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ต้นอ่อนให้ถึงตายหรือเกิดโรคได้

เคล็ดลับของการการย้ายกล้าลงแปลงปลูกนี้ ต้องเลือกต้นกล้าที่มีลักษณะดี มียอดและปราศจากโรคและแมลงรบกวน ถ้าเป็นการย้ายกล้าจากแปลงเพาะหรือแปลงชำมาลงปลูกโดยตรง ควรย้ายปลูกในเวลาที่อากาศไม่ร้อนคือในตอนบ่ายหรือตอนเย็น เมื่อย้ายเสร็จให้รีบรดน้ำตามทันทีจะทำให้กล้าตั้งตัวได้เร็วขึ้น และเปอร์เซ็นต์การตายน้อยลง แต่ถ้าเป็นการย้ายกล้าที่ชำในถุงพลาสติก สามารถย้ายลงแปลงได้ทุกเวลา กล้าจะตั้งตัวได้เร็วและรอดตายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหลังจากย้ายกล้าแล้วรดน้ำกล้าให้ชุ่มทุกเช้า-เย็น เมื่อกล้าตั้งตัวดีแล้ว จึงควรรดน้ำเพียงวันละครั้งในบางแห่งอาจจะให้น้ำแบบเข้าตามร่องแปลงจนชุ่มแล้ว ปล่อยน้ำออก วิธีนี้สามารถจะทำให้มะเขือเทศได้รับน้ำอย่างเต็มที่และอยู่ได้ถึง 7-10 วัน

ระยะปลูกที่เหมาะสม ควรใช้ระยะระหว่างแถว 1 เมตร ระยะระหว่างต้น 25 - 50 เซนติเมตร ปลูก 1 ต้น/หลุม ถ้าใช้ระยะปลูกแคบจะได้ผลผลิตต่อพื้นที่มากขึ้น แต่การควบคุมโรคและการปฏิบัติงานอื่น จะยุ่งยากขึ้นด้วย ในฤดูแล้งควรปลูกถี่ ส่วนในฤดูฝนควรใช้ระยะปลูกห่าง เนื่องจากมะเขือเทศเจริญเติบโตดี มีทรงพุ่มสูงใหญ่กว่าฤดูอื่นๆ

การพรวนดินกลบโคนต้น เมื่อต้นกล้าตั้งตัวได้แล้วควรพรวนดินกลบโคนต้น โดยเปิดเป็นร่องระหว่างแถว เพื่อให้การให้น้ำทำได้สะดวก น้ำไม่ขัง และทำให้รากมะเขือเทศเกิดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นแข็งแรงมากขึ้น และการพรวนดินกลบโคนก็เป็นการกำจัดวัชพืชไปในตัวด้วย หลังจากพรวนดินกลบโคนครั้งแรกแล้ว หลังจากนั้นอีก 1 เดือนให้ทำการกลบโคนอีกครั้งหนึ่ง

การให้น้ำ มะเขือเทศต้องการน้ำสม่ำเสมอ ตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงผลเริ่มแก่ (ผลมีการเปลี่ยนสี) หลังจากนั้นควรลดการให้น้ำลง มิฉะนั้นอาจทำให้ผลแตกได้ การรดน้ำมากเกินไปจะทำให้ดินชื้น ซึ่งทำให้เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคเน่าเจริญได้ดี แต่หากมะเขือเทศขาดน้ำ และให้น้ำอย่างกะทันหันก็จะทำให้ผลแตกได้เช่นกัน

การใส่ปุ๋ย นอกจากจะใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 รองก้นหลุมก่อนปลูกแล้ว จำเป็นจะต้องมีการใส่ปุ๋ยเคมีเสริมด้วย เพื่อให้คุณภาพและผลผลิตของมะเขือเทศสูงขึ้น เนื่องจากแหล่งปลูกเป็นดินร่วนควรให้ปุ๋ย สูตร 10-20-15 หรือสูตร 15-15-15 ในอัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการแบ่งใส่ 3 ครั้ง ดังนี้

  • ครั้งที่ 1 หลังจากย้ายปลูก 7 วัน
  • ครั้งที่ 2 หลังจากครั้งที่หนึ่ง 15 วัน
  • ครั้งที่ 3 หลังจากครั้งที่สอง 20 วัน

การปักค้าง พันธุ์โธมัสเป็นพันธุ์เลื้อยจำเป็นต้องมีการปักค้างโดยใช้ไม้หลักปักค้างต้นก่อนระยะออกดอก โดยใช้เชือกผูกกับลำต้นให้ไขว้กันเป็นเลข 8 และผูกเงื่อนกระตุกกับค้างเพื่อให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี สะดวกต่อการดูแลรักษา ฉีดสารป้องกันแมลงได้ทั่วถึง ผลไม่สัมผัสดิน ทำให้ผลสะอาดและสะดวกต่อการเก็บเกี่ยว

หลังจากปลูกประมาณ 1 เดือน มะเขือเทศเริ่มออกดอก

หลังจากปลูกแล้วประมาณ 1 เดือน มะเขือเทศเริ่มออกดอก และเจริญเติบโตจนสามารถเก็บผลผลิตได้เมื่ออายุประมาณ 2 เดือนครึ่ง-3 เดือน หรือรอจนกว่าผลมะเขือเทศเปลี่ยนสี เมื่อผลมะเขือเทศสุกแล้วทำการเก็บเกี่ยวระยะ 3 วัน เก็บ 1 ครั้ง ดังนั้นอายุของการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 5-6 เดือน ภายหลังจากที่เก็บผลผลิตหมดแล้วแปลงที่ปลูกมะเขือเทศเดิมจะพักโรงเรือนไว้ประมาณ 1 เดือน โดยการนำพืชอายุสั้นมาปลูกเพื่อปรับสภาพดิน

หลังจากปลูกประมาณ 1 เดือน มะเขือเทศเริ่มออกดอก

การเก็บเกี่ยวมะเขือเทศและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวนั้น ควรจะเก็บเกี่ยวในระยะที่เริ่มเปลี่ยนสี (Pink stage เริ่มมีสีชมพูหรือแดง 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ผิวทั้งหมด) วิธีเก็บเกี่ยวให้ได้ราคาดี ควรทำดังนี้ 1) การเก็บเกี่ยวให้มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ตามตลาดต้องการ ขั้วต้องสด การปลิดขั้วออกทำให้ได้ราคาต่ำลง 2) จัดชั้นคุณภาพตามกำหนด และกำจัดผลที่มีตำหนิทิ้งไป 3) บรรจุลงตะกร้าพลาสติก โดยมีขนาดและสีของผลสม่ำเสมอทั้งภาชนะบรรจุ ตัดขั้วผลให้สั้น จัดวางเรียงกันเป็นชั้นๆ โดยมีกระดาษหรือฟองน้ำรองระหว่างชั้น

โดยตลาดมีข้อกำหนดเรื่องคุณภาพ คุณภาพขั้นต่ำ เป็นมะเขือเทศทั้งผลสมบูรณ์ มีรูปร่างลักษณะและสีตรงตามพันธุ์ มีกลีบเลี้ยงสีเขียว ผิวเรียบเป็นมัน ไม่มีตำหนิใดๆ ผลแข็ง มีสีสม่ำเสมอทั้งผล ไม่ด่าง สด สะอาด และปลอดภัยจากสารเคมี

ลักษณะของการใช้แรงงานในช่วงการการเพาะปลูก จะมีทั้งการทำเองและจะจ้างแรงงานในช่วงการเก็บเกี่ยวมะเขือเทศ มีอัตราการจ้างงาน 300 บาท/วัน โดยเก็บ 2 ครั้ง/อาทิตย์/6 คน/ไร่ รวมทั้งปีจะใช้ 20 ครั้ง (5 เดือน) รวมค่าใช้จ่าย 72,000/ปี ถือว่าเป็นต้นทุนในการผลิตที่สูงทีเดียว

เทคนิคของการการปลูกมะเขือเทศมีตั้งแต่ การเลือกพื้นที่ปลูกที่สูงมีการระบายน้ำดีเป็นพิเศษ ดินมีสภาพเป็นกลาง คือมีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 6.5-6.8 ใช้พันธุ์ที่เหมาะสมคือให้ผลดกในฤดูฝนและฤดูร้อน และที่สำคัญคือ ไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิมหรือในพื้นที่ปลูกพืชในตระกูลเดียวกันกับมะเขือเทศมาก่อน เช่น พริก มะเขือและยาสูบ เป็นต้น เพราะอาจมีเชื้อโรคต่างๆ สะสมอยู่ในดิน ซึ่งเป็นโอกาสให้มะเขือเทศเป็นโรคได้ง่าย

สิ่งที่ถือว่าเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของคุณสุรโชค คือ ให้เอาใจใส่ในการดูแลเรื่องน้ำ ปุ๋ย และการดูแลเรื่องโรคใหม่ๆ เท่านั้น โดยการปลูกพืชบนที่สูงนั้นเกษตรกรต้องรู้จักการปลูกพืชแบบหมุนเวียนและการจัดสรรพื้นที่ของตนเองให้เหมาะสมกับพื้นที่ในแต่ครั้ง ต้องตรวจดูดิน และการมีความรู้เรื่องดินในการปรับปรุง โดยการปรับดินก็ทำได้ง่ายๆ คือการฝังกลบด้วยพืชต่างๆ ที่ปลูกในพื้นที่เพื่อในเกิดการย่อยสลายหรือการใส่ปุ๋ยหมัก พักดินทิ้งไว้สัก 20 วัน ก็สามารถปลูกพืชได้แล้ว หรือจะทำการปลูกถั่วบางชนิดก็ได้ ท้ายสุดขอให้อดทน

สำหรับปัญหาที่พบจากการประกอบอาชีพนี้มีหลายประการ โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากใบหงิก/งอ/ เหลือง และโรคต้นเหี่ยว จัดการทั้ง 2 โรคด้วยการรื้อทิ้งเพื่อป้องกันการลามไปยังต้นอื่น ดังนั้น การปฏิบัติรักษาอย่างถูกต้อง คือ เตรียมดิน ใส่ปุ๋ยถูกต้อง ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและบ่อยครั้งเป็นพิเศษ อย่าปล่อยให้โรคทำลายก่อนแล้วจึงคิดป้องกันกำจัด และอยากฝากให้ภาครัฐช่วยเหลือในเรื่องสร้างองค์ความรู้ด้านการปรับปรุงพันธุ์และผลิตเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกร และเรื่องของราคาผลผลิต เพราะเป็นเกษตรกรที่ส่งสินค้าไปจำหน่ายที่ตลาดสี่มุมเมืองใน กรุงเทพมหานครเอง ยังไม่มีตลาดมารองรับที่ชัดเจนในพื้นที่ ขณะนี้กำลังหารือกับหัวหน้าโครงการขยายผลโครงการหลวงปางหินฝน ในเรื่องผลผลิตให้ได้มาตรฐานโครงการหลวง และเนื่องจากในภูมิภาคนี้ช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยวมักจะมีเรื่องการเกิดปัญหาไฟป่า ซึ่งคุณสุรโชค เล่าว่า ในบริเวณแถวหมู๋บ้านจะไม่มีไฟป่า เพราะมีการตั้งคณะกรรมการเฝ้าระวังและ ตรวจตราไฟป่า และมีการกำหนดการทำแนวกันไฟป่าทุกปี โดยได้งบประมาณจากอำเภอ จึงไม่มีผลกระทบด้านนี้

ข้อมลผู้ให้สัมภาษณ์

นาย สุรโชค กูลสวัสดิ์มงคล
เพศ ชาย
ที่อยู่ 11 หมู่ 10 ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 50270
มีประสบการณ์การปลูกมะเขือเทศ 6 ปี แต่ทำงานเกษตรมาตั้งแต่อายุ 15 ขณะนี้อายุ 38 ปี
ให้ข้อมูลวันที่ 22 ธันวาคม เวลา 11.00-12.30 น.
มือถือ 091-856-2876 การศึกษา ป. 4