HAZE FREE THAILAND

ส่งเสริมกระเกษตรกรรม

กาแฟ(Coffea Arabica L.)

กาแฟอาราบิก้า เป็นพืชสวนอุตสาหกรรมที่มีความสําคัญทางเศรษฐกิจโลก มีประเทศมากกว่า 50 ประเทศ ปลูกกาแฟอาราบิก้าเป็นสินค้าส่งออก หรือประมาณ 70-75 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตกาแฟโลก เนื่องจากเป็นกาแฟที่มี รสชาติดี (Flavour) และมีกลิ่น (Aroma) หอมชวนดื่ม เจริญเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่บนที่สูงและมีอากาศหนาวเย็น จากสภาพที่เหมาะสมดังกล่าวจึงเป็นที่นิยมปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าชั้นดีในภาคเหนือของไทย
หมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อว่า "แม่กําปอง" ตั้งอยู่ในหุบเขาของกิ่งอําเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกแห่งหนึ่ง ที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมบนพื้นที่สูงจากระดับน้ําทะเลมากกว่า 1300 เมตร มีอากาศเย็นตลอดทั้งปีชาวบ้าน ที่นี่ใช้วิถีการปลูกกาแฟแบบธรรมชาติและปลอดสารพิษ ทําให้ผลผลิตกาแฟมีคุณภาพทั้งในด้านรสชาติและความ หอม และที่สําคัญรายได้จากการปลูกกาแฟอาราบิก้า เมื่อเมล็ดที่คั่วแล้วมีรายได้สูงสุดประมาณ 320,000 - 140,000 บาท/ปี/ ไร่ โดยเฉลี่ยประมาณ 230,000 บาท/ปี/ ไร่

การปลูกและการดูแลรักษา

ระยะปลูก ระหว่างต้น-แถว 2x2 เมตร ขนาดหลุม ลึก 50x50 ซม. รองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟตหลุมละ 100 กรัม/หลุม และปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ 5 กิโลกรัม/หลุม นําต้นกล้าลงปลูกในหลุม ระหว่างปลูก การใส่ปุ๋ย ในระยะที่กาแฟยังไม่ติดผล ควรใส่ปุ๋ย 46-0-0 เมื่อกาแฟเริ่มติดผลแล้ว (ปีที่ 4 เป็นต้นไป) ต้องใช้ปุ๋ย 15-15-15 ใช้หลักการคร่าวๆ คือ ใส่ 3 ครั้ง ในเวลา ต้น-กลาง-ปลายฤดูฝน ครั้งหนึ่งๆใส่ 30-150 กรัม (1-5 กํา มือ) ขึ้นอยู่กับ ปริมาณการติดผล และขนาดการเติบโตของลําต้น

การให้น้ํา ควรให้น้ําในช่วงฤดูแล้งอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ในกรณีพื้นที่ปลูกไม่มีแหล่งน้ําให้ใช้เศษ วัชพืชหรือฟางข้าวคลุมบริเวณโคนต้นตั้งแต่หมดฤดูฝนโดยเฉพาะพื้นที่ปลูกกาแฟกลางแจ้ง

การตัดแต่งกิ่ง ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูก ดังนี้
- กาแฟที่ปลูกกลางแจ้ง ควรใช้วิธีการตัดแต่งแบบให้มีลําต้นเดี่ยว เนื่องจากกาแฟที่ปลูกกลางแจ้ง จะติดผลมาก หากตัดแต่งให้มีหลายลําต้น ต้นจะโทรมเร็ว และมีโอกาสเกิดลักษณะอาการปลาย กิ่งแห้งตาย
- กาแฟที่ปลูกภายใต้ร่มเงา ควรจะมีการตัดแต่งให้ต้นกาแฟมี 2 - 3 ลําต้น เนื่องจากกาแฟที่ปลูก ภายใต้ร่มเงาจะให้ผลผลิตน้อยกว่า แต่มีอายุการให้ผลผลิตสม่ําเสมอ และยาวนานกว่า

การจัดการร่มเงา พื้นที่บนที่สูงนอกจากจะมีสภาพอากาศหนาวเย็นและมีความเข้มของแสงแดดมาก จึง จําเป็นต้องอาศัยร่มเงาจากไม้บังร่มชนิดต่าง ๆ ได้แก่
- ไม้บังร่มชั่วคราว ควรเป็นไม้โตเร็ว และเป็นพืชตระกูลถั่ว เช่น ทองหลางไร้หนาม แคฝรั่ง ขี้เหล็ก อเมริกัน ควรใช้ในระยะปลูก 4x6 หรือ 6x6 เมตร และปลูกหลายชนิดสลับกัน
- ไม้บังร่มถาวร ควรเป็นไม้พุ่มใหญ่ ทรงพุ่มกว้างและให้ร่มเงาในระดบสูง เช่น ซิลเวอร์โอ๊ค พฤกษ์ ถ่อน กางหลวง ถั่วหูช้าง สะตอ เหลียง เป็นต้น ระยะปลูก 8x10 เมตร และควรปลกหลายชนิดสลับกันกับไม้บัง ร่มชั่วคราว

การป้องกันและกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช

โรคราสนิม (Coffee leaf rust) เกิดจากเชื้อรา Hemileia vastatrix เป็นได้ทั้งใบอ่อนและใบแก่ โดยจะเกิดสปอร์สีส้มใต้ใบส่วนบนใบจะมีสีเหลือง ซึ่งตรงจุดเดียวกับที่เกิดสปอร์ใต้ใบ เมื่ออาการรุนแรงจุดนี้จะขยายไปทั่วทั้งใบ ทำให้ใบร่วง

การป้องกัน 
1. ใช้พันธุ์ต้านทาน สายพันธุ์คาติมอร์ CIFC 7963 
2. ใช้สารเคมี บอร์โดซ์มิกเจอร์ (alkaline bordeaux mixture) 0.5% คูปราวิท (Cupravit) 85% W.P. อัตรา 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร. แมลงศัตรูกาแฟ

1. เพลี้ยแป้ง (Pseudocoeus sp.) เพลี้ยอ่อน (Toxoptera sp.) เพลี้ยหอยสีเขียว (Coccus viridis Green) เพลี้ยหอยสีน้ำตาล (Saisatia coffeae) เป็นแมลงปากดูดจะเข้าทำลายโดยดูดกินน้ำเลี้ยงใบอ่อน ยอดอ่อนและผลอ่อน การป้องกันกำจัด ใช้โมโนโครโทฟอส (monocrotophos) หรือไดเมทโทเอต อัตราร้อยละ 5 ของสารออกฤทธิ์ ฉีดพ่นประมาณ 2-3 ครั้ง ทุก 10 วัน เมื่อพบการระบาด

2. หนอนกัดเปลือกและเจาะลำต้น (White stem borrer) เป็นหนอนที่เกิดจากด้วงปีกแข็งหนวดยาว จะวางไข่บนเปลือกของลำต้นที่มีรอยแตก จะกัดกินเปลือกรอบบริเวณโคนต้นก่อนที่จะเจาะเข้าไปลำต้นกัดกินเนื้อไม้และถ่ายมูลออกมาตรงรูที่เจาะ การป้องกันกำจัด เมื่อพบต้นที่ถูกทำลายให้ตัดแล้วเผาทิ้ง หรือทาโคนต้นกาแฟด้วยซูมิไธออน 50% อีซี อัตรา 200 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร การเก็บเกี่ยวและการแปรรูป การเก็บเกี่ยว จะเก็บเฉพาะผลสุกที่มีสีแดง และผลที่มีสีเหลือง - เหลืองเข้ม โดยเก็บทีละข้อ ไม่ควรที่จะเก็บแบบรูดกิ่งทีเดียว การแปรรูป เก็บผลกาแฟที่สุกแล้วจึงนำมาเข้าเครื่องลอกเปลือกนอกออก นำมาหมักในบ่อด้วยน้ำที่สะอาดประมาณ 24 - 48 ชั่วโมง ขัดเมือกและล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วนำมาตากแดดบนลานซีเมนต์หรือบนแคร่ไม้ไผ่ที่มีตาข่ายตาถี่วางอยู่ข้างบนประมาณ 7 - 10 วัน เมื่อเมล็ดแห้งจึงสีเอากะลาออก โดยใช้เครื่องสีกะลา จึงจะได้สารกาแฟที่มีสีเขียวอมเทาหรือเขียวอมฟ้า

การเก็บเกี่ยวและการแปรรูป

การเก็บเกี่ยว
จะเก็บเฉพาะผลสุกที่มีสีแดง และผลที่มีสีเหลือง - เหลืองเข้ม โดยเก็บทีละข้อ ไม่ควรที่จะเก็บแบบรูดกิ่งทีเดียว

การแปรรูป
เก็บผลกาแฟที่สุกแล้วจึงนำมาเข้าเครื่องลอกเปลือกนอกออก นำมาหมักในบ่อด้วยน้ำที่สะอาดประมาณ 24 - 48 ชั่วโมง ขัดเมือกและล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วนำมาตากแดดบนลานซีเมนต์หรือบนแคร่ไม้ไผ่ที่มีตาข่ายตาถี่วางอยู่ข้างบนประมาณ 7 - 10 วัน เมื่อเมล็ดแห้งจึงสีเอากะลาออก โดยใช้เครื่องสีกะลา จึงจะได้สารกาแฟที่มีสีเขียวอมเทาหรือเขียวอมฟ้า

   
 

อะโวกาโด (Avocado)

อะโวกาโด (Avocado) หรือลูกเนย จัดเป็นพืชดอกในวงศ์ LAuraceae ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกับอบเชย และกระวาน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Persea americana Mill. เป็นผลไม้ที่มีเนื้อมันเหมือนเนยนิยมรับประทานกันมานานในแถบอเมริกาและยุโรป เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารที่เป็นประโยชน์มากกว่าผลไม้หลายชนิด จึงถือว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ทำให้เป็นที่นิยมของคนไทยและมีความต้องการบริโภคมากขึ้น

พันธุ์ที่นำไปส่งเสริมให้กับเกษตรกรคือต้นตอ ซึ่งจะได้รับการเปลี่ยนยอดเป็นพันธุ์ดีหลังการปลูกประมาณ 1 ปี ลักษณะทางพฤกษศาสตร์โดยทั่วไปของอะโวกาโดคือ เป็นไม้ผลยืนต้นที่มีสีเขียวตลอดทั้งปี ต้นโตเต็มที่สูง 6-8 เมตร กิ่งเบาและเปราะ ใบเป็นแบบเดี่ยวจะเรียงสลับกันบนกิ่ง ดอกออกเป็นกลุ่มเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ผลเป็นผลเดี่ยวมีรูปผลต่างๆ กัน เช่น ผลรูปฝรั่ง ผลรูปไข่ หรือทรงกลม มีทั้งสีเขียวและม่วง ผิวอาจเรียบหรือขรุขระ เปลือกมีทั้งแบบหนาและบาง เนื้อมีสีเหลืองอ่อนจนไปถึงเหลืองเข้ม พันธุ์อะโวกาโดที่นิยมในประเทศไทยได้แก่ พันธุ์แฮสส์ พันธุ์อานาฮิม พันธุ์ปีเตอร์สัน พันธุ์ดุ๊ก พันธุ์บูช7 เป็นต้น

การปลูกอะโวกาโด
การปลูกอะโวกาโด ควรเลือกพันธุ์ที่ผลผลิตมีคุณภาพดี ตรงตามความต้องการของตลาด

ระยะปลูก
ระยะปลูกที่เหมาะสมโดยทั่วไปใช้ระยะ 8x8 เมตร โดยปล฿กสลับระหว่างพันธุ์ที่มีดอกประเภท ก และประเภท ข เช่น การปลูกพันธุ์แอสส์ที่มีดอกประเภท ก สลับกับพันธุ์มูเซอ 30 ที่มีดอกประเภท ข เป็นต้น

การเตรียมแปลงปลูก
ควรเตรียมก่อนล่วงหน้าประมาณ 1 ปี ทำการไถพรวนแปลง แล้วเตรียมหลุมปลูกระยะ 50x50x50 เซนติเมตร ผสมปุ๋มคอก 5-10 กิโลกรัมคลุกเคล้ากับดินแล้วใส่ลงไปในก้นหลุม แล้วจึงนำกล้าอะโวกาโดลงปลูก

การป้องกันและกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช

โรครากเน่า เกิดจากเชื้อไฟทอปทอรา (Phytopthora cinnamomi rands) ทำให้มีใบซีดเหลือง เหี่ยว ร่วง กิ่งแห้งตาย ผลมีขนาดเล็ก โคนต้นมียางไหลออกมา เมื่อใช้มีดเฉือนดูจะพบเนื้อเยื่อสีดำ

การป้องกันกำจัด
เมื่อพบต้นที่เป็นโรค ให้ตัดกิ่งแห้งทิ้ง ทาแผลด้วยปูนแดง แล้วพ่นด้วยสารควบคุมวัชพืช เมตาแลกซิล อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟอสฟอรัส แอซิค อัตรา 100 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 100 มิลลิลิตร ฉีดเข้าที่ลำต้น ทันที่ที่พบโรคให้ทั่วทรงพุ่มทุกต้นที่มีผลผลิตโดยเฉพาะในช่วงที่มีผลผลิตสูงและฤดูฝน

หนอนเจาะลำต้น เกิดจากตัวหนอนของด้วงหนวดยาว (Batocera rufomaculata De Geer) หนอนมีเขี้ยวขนาดใหญ่ แข็งแรง และมีสีน้ำตาลเข้ม ลำตัวสีขาวขุ่นและค่อนข้างใส โตเต็มที่ 8-10 เซนติเมตร เจาะเข้าเนื้อไม้หรือกลางกิ่งของลำต้น

การป้องกันกำจัด
- ตัดกิ่งแห้ง หรือกิ่งที่โดนหนอนเข้าทำลายเผาทิ้ง
- ถ้าระบาดไม่รุนแรงและหนอนเจาะเข้าเนื้อไม้แล้ว ให้ใช้มีดแกะหารู ฉีดพ่นด้วยคลอร์ไพริฟอส 40% EC อัตรา 1 มิลลิลิตร เข้าในรูและใช้ดินเหนียวอุด
- แหล่งที่มีการระบาดรุนแรง ควรป้องกันการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวโดยพ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาคลอพริด 5% EC ตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วต้นและกิ่งก้านสาขา

เพลี้ยไฟ (Sciortothhrips dorsalis Hood) มักพบระบาดในหน้าแล้ง ในช่วงระยะแทงดอกหรือดอกบาน โดยเพลี้ยไฟจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอกทำให้ช่อดอกไม่ยืด หรือเข้าทำลายระยะดอกบานทำให้ดอกแห้งร่วง บางครั้งทำลายขณะติดผลอ่อน ทำให้ผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลมีตำหนิ การป้องกันกำจัด
- ใช้สา้สารฆ่าแมลงอิมิดาคลอพริด 25% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์โบฟูราน 20% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

อะโวกาโด เป็นผลไม้ที่ต้องเก็บผลแก่มาบ่ม (Climacteric fruit) วิธีการสังเกตผลแก่ โดยสังเกตจากลักษณะต่างๆ ดังนี้
- ลักษณะภายนอกของผล เช่น ขั้วผล สีผล และลักษณะผิว โดยบางพันธุ์ขั้วผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง ส่วนสีของผลแก่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วง หรือเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมแดง ในขณะที่บางพันธุ์จะมีตุ่มนูนสีน้ำตาลขึ้นตามผิวชัดเจน
- อายุการเก็บเกี่ยว ตั้งแต่เก็บผลจนถึงเก็บเกี่ยว เช่น พันธุ์แอสส์เก็บเกี่บวช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 9-10 เดือน วิธีการเก็บเกี่ยว

วิธีการเก็บเกี่ยว
ใช้กรรไกรตัดให้มีขั้วผลติดยาว 1-2 นิ้ว จะทำให้สามารถเก็บได้นานขึ้น

การบ่มผลอะโวกาโด
การเก็บผลอะโวกาดดที่แก่มาบ่มในอุณหภูมิห้องจะสุกได้ดีกว่า คือผิวของผลที่สุกจะไม่เหี่ยว รสชาติดี เนื้อไม่แข็งและไม่มีรสขม ผลอะโวกาโดที่ดิบเนื้อจะแข็งมีเทนนินสูงและมีรสขม ผลอะโวกาโดใช้เวลาในการบ่มประมาณ 3-9 วัน จึงสุก

การเก็บรักษา
สามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลสุกโดยเก็บในตู้เย็นได้นานประมาณ 9-10 วัน

 
s